FDI

อัปเดตบัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หากหมดอายุต้องต่อแบบ MOU ตามมติ ครม. แล้ว

บัตรสีชมพู คือบัตรอะไร ? ทำไมถึงเรียกบัตรสีชมพู “บัตรสีชมพู” บัตรชนิดนี้ เป็นบัตรที่มีลักษณะสีชมพู จึงนิยมเรียกว่า “บัตรสีชมพู” หรือชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (Non-Thai National ID Card) เป็นเอกสารที่ทางราชการไทยออกให้แก่ แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามระบบ MOU หรือการขึ้นทะเบียนตามนโยบายรัฐ เป็นการชั่วคราว โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการออกให้ หลังผ่านการขึ้นทะเบียนและผ่านการพิสูจน์สัญชาติตามกระบวนการของมติคณะรัฐมนตรีที่มีกรมการจัดหางานเป็นผู้เสนอแล้ว  โดยทั่วไป บัตรสีชมพูจะใช้ระบุ ตัวตนและสถานะทางกฎหมาย ของแรงงานที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และมักใช้ควบคู่กับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)  เอกสารหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 อย่าง คือ หนังสือเดินทางที่ออกโดยประเทศต้นทางหรือหนังสือรับรองบุคคล ใบอนุญาตทำงานที่ออกโดยกรมการจัดหางานของประเทศไทย บัตรชมพูที่ดำเนินการออกให้โดยหน่วยงานของ กระทรวงมหาดไทย บัตรสีชมพู สามารถใช้ทำงานได้กี่ปีถึงจะหมดอายุ ? สามารถใช้ทำงานได้ตาม ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่มี อายุไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่ได้รับอนุญาต โดยรายละเอียดมีดังนี้  ปกติจะมีอายุ 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น และเงื่อนไขที่กำหนดในการจดทะเบียนแรงงาน บัตรสีชมพูต้อง ใช้ร่วมกับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งจะระบุอาชีพ สถานที่ทำงาน และระยะเวลาการอนุญาต เมื่อบัตรสีชมพูหรือใบอนุญาตทำงานใกล้หมดอายุ แรงงานจะต้อง ยื่นเรื่องขอต่ออายุ กับกรมการจัดหางานภายในระยะเวลาที่กำหนด สำหรับระยะเวลาให้แรงงานต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพูสามารถทำงานได้ถึง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 หากหมดอายุต้องยื่นขออนุญาตตามรอบการต่อทะเบียนตามแบบ MOU โดยนายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อความต้องการจ้างแรงงานคนต่างด้าวต่อกรมการจัดหางาน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ณ สถานที่ที่กรมการจัดหางานกำหนด ประกาศกระทรวงมหาดไทย คลิกอ่าน !  เอกสารหลักที่ต้องเตรียมสำหรับการยื่นต่ออายุ สำหรับนายจ้าง สามารถเซ็นสำเนาจริงพร้อมตราบริษัท หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 3 เดือน) บัตรประชาชน + ทะเบียนบ้าน ทะเบียนพาณิชย์ (หากมี) สำหรับแรงงานต่างด้าว หนังสือเดินทางตัวจริง + ใบอนุญาตทำงานเดิม รูปถ่ายขนาดต่าง ๆ (e.g., 1.5 นิ้ว […]

ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ป้ายหน้าร้าน ป้ายโฆษณา ต้องเสียภาษีอย่างไร ?

ภาษีป้ายคืออะไร ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ภาษีป้าย คือ ภาษีท้องถิ่น ที่จัดเก็บจากป้ายที่มีการแสดงชื่อ ข้อความ เครื่องหมาย หรือรูปภาพ เครื่องหมาย เพื่อการโฆษณาหรือแสดงชื่อสถานประกอบการ เช่น ป้ายร้านค้า ป้ายบริษัท ป้ายโรงงาน หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม หากมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือบ่งบอกถึงกิจการ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2534) และอยู่ภายใต้การดูแลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพ ฯ ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีป้าย ?  เจ้าของป้ายเป็นผู้ทำหน้าที่เสียภาษีป้าย แต่หากในกรณีที่ไม่มีผู้ยื่นแบบภาษีป้าย หรือไม่สามารถหาตัวเจ้าของป้ายได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย และถ้าหากหาตัวผู้ครอบครองป้ายไม่ได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองอาหารหรือที่ดินที่ป้ายติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีป้ายตามลำดับ ใครหรือหน่วยงานไหนทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี สำหรับผู้ที่ต้องทำการเก็บภาษีป้ายก็คือ หน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ในการเก็บภาษีป้าย โดยเขตราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ 1.เขตเทศบาล 2.เขตสุขาภิบาล 3.เขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4.เขตกรุงเทพมหานคร 5.เขตเมืองพัทยา 6.เขตองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น อัตราในการเก็บภาษีป้าย การคำนวณภาษีป้าย คิดอย่างไร ? สูตรการคำนวณภาษีป้ายเบื้องต้น คือ ค่าภาษีป้าย = หน่วยของป้ายที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษีป้าย การคำนวณพื้นที่ป้าย  1.ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่มีขอบเขตชัดเจน ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. โดยนำส่วนที่กว้างที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) คูณ กับส่วนที่ยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย 2.ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน แสดงข้อความ ชื่อ ยี่ห้อ อาจจะเขียนแสดงไว้กำแพง ผนังอาคาร ฯ ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. จะวัดจากตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายใดๆ จากริมสุดในการกำหนดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดความกว้างที่สุดและยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.)  ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย ป้ายแบบใดที่ไม่ต้องเสียภาษี ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้น เพื่อโฆษณมหรสพ ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า […]

เลิกทำกิจการ! ปิดบริษัทจำกัด ต้องทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฏหมาย

เมื่อดำเนินธุรกิจมาถึงจุดหนึ่ง ผู้ประกอบการบางรายอาจตัดสินใจยุติกิจการด้วยเหตุผลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ เป้าหมายทางธุรกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงของหุ้นส่วน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การยุบเลิกบริษัทจำกัด จำเป็นต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดภาระภาษีค้างชำระหรือความเสี่ยงทางกฎหมายในอนาคต ซึ่งในบทความนี้ จะอธิบายขั้นตอนและข้อควรรู้ที่เจ้าของบริษัทควรรู้ในการปิดบริษัทให้ถูกต้องตามกฏหมาย กิจการไปต่อไม่ไหว บริษัทจำกัด คือเลิกทำอย่างไร ให้ถูกต้องตามกฏหมาย การเลิกบริษัทจำกัด หมายถึง การยุติสถานภาพนิติบุคคลของบริษัทตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งอาจเกิดจากความสมัครใจของผู้ถือหุ้น หรือเป็นไปตามคำสั่งศาลหรือข้อกฎหมาย โดยการเลิกบริษัทต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านภาษี การเงิน หรือความรับผิดทางกฎหมายในอนาคต โดยการยุบเลิกบริษัทจำกัดอาจเกิดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น บริษัทขาดทุนสะสม ขาดสคล่องทางการเงินอย่างหนัก และไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้แล้ว หุ้นส่วนไม่สามารถตกลงกันในแนวทางดำเนินธุรกิจ หรือปัญหาอื่น ๆ จากความสัมพันธฺ์ส่วนตัวที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ หรือเปลี่ยนโครงสร้างเป็นห้างหุ้นส่วน ฯ สิ้นสุดวัตถุประสงค์ หรือเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อดี – ข้อเสีย ของการจดจัดตั้งบริษัทจำกัด อ่านต่อ !  ประเภทของการยุบเลิก บริษัทจำกัด สามารถทำได้กี่ประเภท ? การยุบเลิกบริษัทจำกัดสามารถทำได้ 2 ประเภทหลัก ได้แก่  การเลิกโดยสมัครใจ (Voluntary Dissolution) เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทมีมติให้เลิกกิจการ โดยไม่มีข้อพิพาทหรือข้อบังคับจากภายนอก เป็นความสมัครใจที่มักเป็นการยุบเลิกในกรณีบริษัทไม่ต้องการดำเนินงานต่อไปเช่น บริษัทไม่มีรายได้ ขาดทุนสะสม หรือ หุ้นส่วนตกลงกันว่าจะยุติกิจการ โดยมีขั้นตอนสำคัญ คือ ต้องมี มติพิเศษ จากที่ประชุมผู้ถือหุ้น (เสียงไม่ต่ำกว่า ¾ ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม) แจ้งต่อนายทะเบียน และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อดำเนินการปิดบัญชีตามกฎหมาย การเลิกโดยคำสั่งศาลหรือโดยกฎหมายบังคับ (Compulsory Dissolution) เป็นกรณีที่บริษัทต้องเลิกกิจการ โดยไม่ได้สมัครใจ แต่เกิดจากเหตุที่กฎหมายหรือศาลกำหนด เช่น บริษัทไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มีการฝ่าฝืนกฎหมายร้ายแรง หรือผู้ถือหุ้นไม่สามารถตกลงกันได้ จนศาลมีคำสั่งให้ยุบกิจการ ฯ ขั้นตอนการยุบเลิกบริษัทจำกัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย การเลิกบริษัทจำกัดต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน มีรายละเอียดดังนี้: 1. จัดประชุมผู้ถือหุ้นและออกมติพิเศษ บริษัทต้องจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และมีมติพิเศษ (คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า ¾ ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง) เพื่อยืนยันการยุบเลิกกิจการ มติดังกล่าวต้องบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และนำไปใช้ประกอบการแจ้งการเลิกกิจการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. แจ้งการเลิกบริษัทต่อนายทะเบียน ต้องมีการแจ้งภายใน 14 วันหลังจากได้มติยุบเลิก ต้องนำส่งหนังสือแจ้งการเลิกบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารที่ใช้ เช่น แบบ บอจ. 6, […]

“คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ข้อกำหนดและกลไก รวมถึงตัวอย่างโครงการในไทย

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตโลกร้อนกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนของมนุษยชาติ ที่เราต่างต้องร่วมมือกันหาทางออกในการลดปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” (Forest Carbon Credit) ซึ่งเป็นการผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ข้อกำหนดที่ต้องรู้สำหรับคนที่อยากจะเริ่ม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้  เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดภาวะโลกร้อน โดยอาศัยศักยภาพของธรรมชาติอย่าง “ป่าไม้” มาช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้คาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้มีมูลค่าในตลาดมากขึ้น และนำไปสู่ความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาวได้ คาร์บอนเครดิต (Carbon credit) คืออะไร ?  คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมแต่ละโครงการสามารถลดหรือกักเก็บได้ ซึ่งเมื่อได้รับการรับรองแล้วสามารถนำไปซื้อขายในตลาดได้ กลไกคาร์บอนเครดิตจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การทำคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit) เป็นกิจกรรมคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมในภาคป่าไม้ เช่น การปลูกป่า (Reforestation) การฟื้นฟูป่า (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติที่มีอยู่ (Conservation of existing forest) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่ดูดซับคาร์บอน การลดการตัดไม้ทำลายป่า (REDD+) กิจกรรมเหล่านี้ช่วยดูดกลับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ซึ่งทำให้สามารถนำปริมาณคาร์บอนที่ดูดกลับได้ มาแปลงเป็น คาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ ในระบบคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น ตลาด T-VER ของประเทศไทย กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit Mechanism) เป็นกระบวนการที่นำกิจกรรมการดูดกลับหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นที่ป่ามาแปลงเป็นหน่วยคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายหรือใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของหน่วยงานหรือภาคธุรกิจอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและข้อกำหนดของระบบรับรอง เช่น T-VER ของประเทศไทย หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น Verra (VCS) และ Gold Standard โดยมีกลไกหลักที่สำคัญ ดังนี้  1. การกำหนดประเภทโครงการและกิจกรรมในภาคป่าไม้ กิจกรรมที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้ ได้แก่  การปลูกป่าใหม่ (Reforestation) การฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าที่มีอยู่ (Conservation) การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (REDD/REDD+) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 2. การพัฒนาโครงการ (Project Design) กำหนดพื้นที่โครงการ (เช่น พื้นที่ป่าชุมชนหรือที่ดินเอกชน) จัดทำเอกสารคำขอ (Project […]

IBC (International Business Center) คืออะไร ? สิทธิประโยชน์และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ส่งเสริมการลงทุน คือการจัดตั้งโครงการ IBC (International Business Center) ในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับ IBC  พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไข และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย IBC (International Business Center) คืออะไร ? IBC หรือ ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center) คือ รูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่ภาครัฐของไทย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติจัดตั้งศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และให้บริการแก่บริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศ เช่น บริการบริหารจัดการ การเงิน วิศวกรรม และอื่น ๆ โครงการ IBC เริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการในปี 2561 แทนที่โครงการเก่าอย่าง ROH (Regional Operating Headquarters) และ IHQ (International Headquarters) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านั้น จุดประสงค์หลักของ IBC (International Business Center)  เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคในประเทศไทยให้เกิดการลงทุนดำเนินธุรกิจในไทยและต่างประเทศ  ดึงดูดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการที่ดีด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในไทย ส่งเสริมการจ้างงานคนไทยและการพัฒนาทักษะบุคลากรไทยที่มีศักยภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจการลงทุนในภาพรวมให้ดีขึ้น สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านใดบ้าง ที่บริษัทต่างชาติได้รับจาก IBC  หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ IBC เป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ คือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ที่สามารถลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) สำหรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพิเศษ ขึ้นอยู่กับมูลค่าค่าใช้จ่ายภายในประเทศของบริษัท ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้  2. ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) สำหรับเงินปันผลหรือค่าบริการที่จ่ายให้กับบริษัทในเครือต่างประเทศ 3. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพิเศษ สำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัท IBC: 15% เป็นเวลาไม่เกิน 4 ปีสิทธิประโยชน์เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ อ้างอิง: กรมสรรพากร, สำนักงาน BOI – “มาตรการสนับสนุนการจัดตั้ง IBC” (2561)   ประเภทกิจการใดบ้าง ที่สามารถจัดตั้ง IBC ได้  ธุรกิจที่จะขอรับการส่งเสริมในรูปแบบ IBC […]

บริการขอใบอนุญาต Work Permit และวีซ่าต่างชาติทํางานไทย

วีซ่าทํางานไทยอย่างถูกกฏหมาย ชาวต่างชาติมีสิทธิอะไรบ้าง ? การทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทยต้องมี วีซ่าทำงานไทย หรือ วีซ่าประเภท Non-Immigrant B และ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่ออกโดยกระทรวงแรงงาน จึงจะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย วีซ่า Non-B เป็นวีซ่าที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ ส่วน Work Permit คือใบอนุญาตที่ออกให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ การมีทั้งสองอย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย  วีซ่า Non-Immigrant B (Non-B Visa)เป็นวีซ่าทำงานไทยประเภทหนึ่งที่ออกให้ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยทั่วไปแล้วจะอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ 90 วัน และหากเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว จึงสามารถยื่นขอต่อวีซ่า Non-B เป็นระยะเวลา 1 ปีได้ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)เป็นเอกสารที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยได้ ผู้ที่ต้องการทำงานในประเทศไทยจะต้องยื่นขอใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานให้ถูกต้องในการเข้ามาทำงานทุกครั้ง สิทธิประโยชน์ในการเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย 1. สิทธิในการทำงานตามที่ระบุในใบอนุญาต ชาวต่างชาติสามารถทำงานในประเทศไทยได้เฉพาะในตำแหน่ง สถานที่ และหน้าที่งานที่ระบุไว้ใน Work Permit เท่านั้น หากต้องการเปลี่ยนตำแหน่งหรือย้ายที่ทำงานต้องยื่นเรื่องขอแก้ไขเอกสารก่อนเท่านั้น 2.สิทธิได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด  ซึ่งค่าจ้างขั้นต่ำของคนต่างชาติ ต้องมีเงินเดือนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญชาติกำหนดไว้ หรือพิจารณาจ่ายตามทักษะและตามแต่ละตำแหน่งที่องค์กรได้ระบุไว้  3. สิทธิประกันสังคม หากบริษัทนำส่งเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคม ชาวต่างชาติจะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองเหมือนแรงงานไทย เช่น ค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลตามสิทธิ เงินชดเชยว่างงาน สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินบำเหน็จชราภาพ (ในกรณีที่ทำงานสะสมครบระยะเวลา) 4. สิทธิการยื่นภาษีอย่างถูกต้องในประเทศไทย  ชาวต่างชาติที่มีรายได้จากการทำงานในไทย ต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91 หรือ 90) และมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อน เช่นเดียวกับคนไทย (ในบางกรณีสามารถใช้ข้อตกลงเลี่ยงภาษีซ้อนระหว่างประเทศได้) 5. สิทธิในการอยู่อาศัยในประเทศไทยตามวีซ่าที่ได้รับ โดยทั่วไป วีซ่า Non-B ที่ขอเพื่อทำงานจะให้ระยะเวลาอยู่อาศัย 90 วัน และสามารถขอต่ออายุเป็นแบบ 1 ปีได้ หากยังทำงานอยู่กับนายจ้างเดิม โดยต้องแจ้งที่อยู่กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุก 90 วัน (90-day reporting) ซึ่งต้องมีการแจ้งที่อยู่ในไทยด้วย  6. สิทธินำครอบครัวเข้ามาพำนักในไทย (ในบางกรณี) หากชาวต่างชาติทำงานในไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย และมีรายได้ตามเกณฑ์ สามารถยื่นขอวีซ่าประเภท O ให้กับคู่สมรสและบุตรเพื่อเข้ามาอยู่ในไทยด้วยได้ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวสามารถพำนักระยะยาวอย่างถูกกฎหมาย 7. สิทธิในการเปิดบัญชีธนาคาร / เช่าที่อยู่อาศัย […]

สำนักงานผู้แทน (Representative Office) จัดตั้งในไทย เทียบข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ แบบไหนที่เหมาะกับทุกธุรกิจ

Representative Office คืออะไร? มีวัตถุประสงค์หลักอย่างไร Representative Office หรือ สำนักงานผู้แทน เป็นรูปแบบการเข้ามาเปิดตัวในตลาดไทยโดยไม่มีวัตถุประสงค์สร้างรายได้โดยตรง ต่างจากบริษัทลูกหรือสาขาที่แสวงหากำไร สำนักงานผู้แทน เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือจะทำหน้าที่เป็น “ตา-หู” ของบริษัทแม่ในประเทศไทย เช่น สำรวจตลาด ประสานงาน และตรวจสอบคุณภาพ แต่ไม่สามารถออกใบแจ้งหนี้ ขายสินค้า หรือทำสัญญาเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเมื่อต้องการเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด การยื่นขอ BOI การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ในอนาคตเช่นกัน วัตถุประสงค์หลักของ Representative Office (ตามที่กฎหมายไทยอนุญาต)สำนักงานผู้แทนสามารถดำเนินกิจกรรมได้สูงสุด 5 กิจกรรมเท่านั้น  จัดหาข้อมูลในประเทศไทยเพื่อสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าที่บริษัทแม่จำหน่ายแก่ตัวแทนหรือลูกค้า รายงานความเคลื่อนไหวของตลาดและกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยต่อสำนักงานใหญ่ ประสานงานและติดตามการสั่งซื้อจากประเทศไทย ตรวจสอบคุณภาพและปริมาณสินค้าที่สำนักงานใหญ่สั่งซื้อจากไทย ธุรกิจ 5 ประเภทที่สามารถจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในไทยได้ 1.บริการตรวจสอบสินค้า ควบคุมคุณภาพ ปริมาณสินค้าที่สำนักงานใหญ่จ้างผลิตในประเทศไทย 2.บริการจัดซื้อ รวมถึงการสรรหาสินค้า และบริการในประเทศไทยให้กับสำนักงานใหญ่ที่ต่างประเทศ 3.บริการให้คำแนะนำสินค้า ผลิตภัณฑ์ของสำนักงานใหญ่ให้กับผู้ใช้สินค้า รวมถึงบริการทั้งหมด 4.การตลาดด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของสำนักงานใหญ่ 5.การรายงานธุรกิจ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ทางสำนักงานใหญ่รับทราบ ข้อกำหนดเบื้องต้นในการจัดตั้ง Representative Office ในไทย ทุนจดทะเบียนหรือทุนจัดตั้งในประเทศไทย ต้องมีอย่างน้อย 2 ล้านบาท ต้องมีหัวหน้าสำนักงานผู้แทนที่เป็นคนต่างชาติ (สามารถขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้) ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะไม่มีรายได้เกิดขึ้น แต่ต้องยื่นงบการเงินประจำปี การยื่นขออนุญาตสำนักงานผู้แทน (Representative Office) บริษัทต่างชาติที่ต้องการจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในประเทศไทย ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจ ภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ต้องยื่นคำขอต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ต้องรู้ ! ข้อจำกัดที่สำคัญของสำนักงานผู้แทน  จะไม่สามารถทำการขายหรือให้บริการได้ภายในประเทศไทย ห้ามรับเงินใด ๆ หรือออกใบแจ้งหนี้ในนามของสำนักงาน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต้องรับการสนับสนุนทางการเงินจากสำนักงานใหญ่ 100% ต้องมีพนักงานในไทยอย่างน้อย 1 คน และมีหัวหน้าสำนักงานชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องตามกฏหมาย สำนักงานสาขามีข้อดีอะไรบ้าง หากจัดตั้งในประเทศไทย ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องมีหุ้นส่วนคนไทยในการจดทะเบียน ขั้นตอนการจัดตั้งง่ายกว่าบริษัทจำกัด เหมาะสำหรับใช้ “ทดสอบตลาด” เพื่อศึกษาข้อมูล ก่อนขยายการลงทุนในไทย ซึ่งถ้าหากมีความพร้อมและต้องการจดทะเบียนบริษัทจำกัดก็สามารถทำได้ในขั้นตอนถัดไปเช่นกัน หากคุณกำลังต้องการคำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อเรา […]

เรื่องนี้ต้องรู้ ! ต่างชาติจดทะเบียนนิติบุคคล ถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ?

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะ และนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ ทำให้ชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยสนใจเข้ามาลงทุนในไทย แต่ก่อนจะเริ่มธุรกิจอย่างเป็นทางการ หนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ คือ “การจดทะเบียนนิติบุคคล” บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจประเด็นสำคัญที่ชาวต่างชาติควรรู้ก่อนเริ่มต้นจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายไทยกำหนดให้ชาวต่างชาติมีข้อจำกัดในการถือหุ้นบริษัทบางประเภท บทความนี้จึงจะมาแนะนำขั้นตอนและ วิธีจดบริษัท สำหรับชาวต่างชาติ รวมไปถึงข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ  บริการจดทะเบียนนิติบุคคล ต่างชาติต้องการถือหุ้น 100% ได้หรือไม่ ? สามารถทำได้ ในกรณีที่  ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือ ลงทุนในพื้นที่หรือธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย หรือ ลงทุนในธุรกิจที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่ที่มีข้อจำกัด โดยการลงทุนในลักษณะเหล่านี้ ต้องมีการดำเนินการขออนุญาตหรือยื่นคำร้องเพื่อขอสิทธิพิเศษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือ BOI ซึ่งจะมีข้อกำหนดทางด้านกฏหมายที่ต้องจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้อง โดยมีรายละเอียดที่ซับซ้อน หลายขั้นตอน แนะนำให้ศึกษาโดยละเอียดหรือปรึกษา FDI ผู้เชี่ยวชาญด้านจดจัดตั้งบริษัท เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงจุด รวมถึงการทำงานที่โดนใจ  จดทะเบียนนิติบุคคลของชาวต่างชาติแบ่งได้กี่กรณี  ในการจดทะเบียนบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น จะคล้ายกับแบบที่คนไทยจดทะเบียนบริษัท แต่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กรณี มีรายละเอียดคือ  1.ชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49 % บริษัทจะยังคงจัดอยู่ในสถานะเป็นบริษัทในสัญชาติไทย สามารถดำเนินกิจการได้ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ เพราะอัตราส่วนของการถือหุ้น 49% ของชาวต่างชาติถือว่าน้อยกว่าหุ้นคนไทย  2.ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่า 50 % จะถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีข้อจำกัดในบางส่วน คือ ห้ามถือครองที่ดิน และ ห้ามประกอบธุรกิจบางประเภท  หรือห้ามประกอบธุรกิจนอกจากได้รับอนุญาต (ในบัญชี 2 และ 3)  ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เข้าใจได้ง่ายนิดเดียวกับ  ” พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  (Foreign Business Act B.E. 2542 (1999) “ หนึ่งในกฎหมายหลักที่ควบคุมการลงทุนของชาวต่างชาติ คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า FBA ซึ่งกำหนดประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติ ห้าม ประกอบ และธุรกิจที่สามารถทำได้ แต่ต้องขอใบอนุญาตก่อน โดยธุรกิจจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก บัญชี 1 : ห้ามชาวต่างชาติทำโดยเด็ดขาด (เช่น กิจการที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย การทำเกษตร ฯลฯ) […]

BCG Economy โมเดลสร้างความสมดุลเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม อัพเดต 2026

แนวคิดเรื่อง “BCG Economy” หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว ได้กลายมาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งหวังให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ในท่ามกลางกระแส BCG นี้ กลุ่มหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ก็คือ SMEs หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะแม้จะเป็นธุรกิจที่มีข้อจำกัดในหลายด้าน แต่กลับมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่ หากรู้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้อง บทความนี้จะกล่าวถึงแนวคิด โมเดล BCG ที่เปิดโอกาสอะไรให้กับ SMEs ไทยบ้าง และเพราะเหตุใด “ใครปรับตัวก่อน” จึง “ได้เปรียบก่อน” ในสนามการแข่งขันของเศรษฐกิจยุคใหม่ในปี 2025 นี้ มาร่วมกันหาคำตอบได้ในบทความนี้ เข้าใจใน BCG Economy โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับ BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นำเอาแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก (S-curves) ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงนวัตกรรมจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ผลิตฐานผลิตเดิม สนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น 1.เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) : เป็นการนำทรัพยากรชีวภาพมาผลิตให้เกิดการ ”ผลิตคุ้มค่ามากที่สุด”  โดยนำเอาเทคโนโลยีในหลากหลายสาขามาประยุกต์ใช้ให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มมูลค่าให้ได้มากที่สุด 2.เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) : เป็นการใช้ “ ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด” ในแต่ละกระบวนการผลิตต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำใช้ใหม่อีกครั้งได้ 3.เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) : ระบบเศรษฐกิจสีเขียว สร้างนวัตกรรม การจัดการสภาพสังคมให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด (Zero-Waste) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืน ธุรกิจในไทยได้เปรียบอย่างไร ? ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนและแข่งขัน  อย่างที่ทราบจากแนวทางการจัดการที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืนไปพร้อมกัน ซึ่งข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดของไทยก็คือ ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมเป็นทุนเดิม เหมือนที่มีคนเคยเปรยไว้ว่าเมืองไทยคือครัวโลก การพัฒนาด้านชีวภาพให้มีศักยภาพที่สามารถแข่งขันได้ด้วยนวัตกรรม จะช่วยให้เกิดเศรษฐกิจ BCG ที่เติบโต สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกได้ด้วยนั่นเอง โอกาสของ  SMEs ในการเติบโตไปพร้อมกับ […]

‘หลักการ ESG ผสาน SDGs’ โอกาสและความท้าทายสู่เป้าหมายความยั่งยืน (Sustainability)

ในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง หลายองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ไม่เพียงแค่สร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังต้องควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในปัจจุบัน คือการประยุกต์ใช้ หลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ทั้งสองแนวคิดนี้หากนำมาบูรณาการอย่างเหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรและสังคมก้าวสู่อนาคตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน หลักการ ESG ผสาน SDGs  หัวใจสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำความเข้าใจ หลักการ ESG คืออะไร ? ESG คือกรอบการประเมินและดำเนินงานขององค์กรที่คำนึงถึง 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.Environmental (สิ่งแวดล้อม) : การบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย การใช้พลังงานหมุนเวียน 2.Social (สังคม) : ความรับผิดชอบต่อพนักงาน ชุมชน และสังคม เช่น สวัสดิการแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และการพัฒนาชุมชน 3.Governance (ธรรมาภิบาล) : การบริหารองค์กรอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาลที่ดี เช่น โครงสร้างบอร์ดบริษัท การต่อต้านคอร์รัปชัน ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล หลักการ ESG จึงเป็นทั้งแนวทางการดำเนินงานและเครื่องมือประเมินความยั่งยืนขององค์กร ที่กำลังได้รับความนิยมในระดับสากลและในประเทศไทย โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงในแวดวงนักลงทุนและผู้บริโภค ที่ต้องการสนับสนุน ร่วมงานกับองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม การดำเนินงานอย่างมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้  อ่านต่อ : รู้จัก ESG Rating โอกาสในการลงทุนในองค์กร สู่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสังคม SDGs : เป้าหมายการพัฒนาเพื่อโลกที่ดีกว่า SDGs คือ กรอบเป้าหมาย 17 ประการ มีเป้าหมายย่อยในแต่ละประการ  ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย และพัฒนาตัวชี้วัด (Indicators) จำนวน 232 ตัวชี้วัด (จากทั้งหมด 244 ตัวชี้วัดแต่มีตัวที่ซ้ำ […]

1 7 8 9 10 11 32