外国直接投資(FDI)

มองข้ามไม่ได้! ทำไมนายจ้างต้องทำสัญญาจ้าง แรงงานต่างด้าว กรณีเลิกจ้างแล้ว

 เข้าใจให้ถูกต้อง! เกี่ยวกับเรื่อง สัญญาจ้าง แรงงานต่างด้าว ในไทย คำแนะนำสำหรับนายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แรงงานต่างด้าวเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมาย และแบบแผนธุรกิจที่วางไว้ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ การส่งเสริม การจ้างงานแรงงานใน MOU ต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการบริการ การทำ “สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว” ให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย จึงเป็นเรื่องที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย การสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน รวมถึงเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างอีกด้วย ในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวในไทย” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคำแนะนำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของแรงงานต่างด้าวที่นายจ้างคนไทยต้องรู้ก่อนจ้างงาน สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวคืออะไร ? สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว คือ ข้อตกลงระหว่างนายจ้างในประเทศไทยกับลูกจ้างซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว เพื่อให้ทำงานตามลักษณะงาน ระยะเวลา และค่าจ้างที่กำหนดไว้ สัญญานี้ถือเป็นเอกสารสำคัญตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม สัญญาจ้างจะต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีการระบุข้อมูลอย่างชัดเจน เช่น ชื่อและเลขประจำตัวของแรงงาน ตำแหน่งงานและสถานที่ทำงาน อัตราค่าจ้างและวันเวลาทำงาน ระยะเวลาการจ้างงานแรงงานต่างด้าว สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่จะได้รับในระหว่างการทำงาน ทำไมต้องมีสัญญาจ้างแรงงานต่างด้าว ? หลายกรณีที่นายจ้างหลีกเลี่ยงการทำสัญญา เพราะมองว่าเป็นขั้นตอนยุ่งยาก แต่ความจริงแล้ว การไม่มีสัญญาจ้างแรงงานอาจนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แรงงานเรียกร้องค่าจ้างย้อนหลังหรือค่าชดเชย และปัญหาอื่น ๆ ตามมา ความผิดของนายจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว เสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวต้องมีอะไรบ้าง ? ตามข้อกำหนดของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สัญญาจ้างแรงงานต่างด้าวควรประกอบด้วยหัวข้อหลักดังนี้ ข้อมูลส่วนตัวของลูกจ้างและนายจ้าง ลักษณะงาน หน้าที่ และความรับผิดชอบ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา โบนัส และการหักเงิน (ถ้ามี) วันและเวลาทำงาน วันหยุดพักผ่อน และวันลา ระยะเวลาการจ้างงาน (ไม่เกิน 2 ปี สำหรับแรงงาน MOU) เงื่อนไขการยกเลิกสัญญา เช่น ลาออก เลิกจ้าง หรือหมดสัญญา ลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย และพยาน (หากมี) เอกสารแนบท้ายที่มักใช้ ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวแรงงาน, หนังสือเดินทาง, ใบอนุญาตทำงาน, และสำเนาหนังสือเดินทางนายจ้าง ข้อควรรู้ !  สัญญาจ้างต้องเป็นภาษาใด ? […]

Carbon Footprint สู่ Carbon Neutral ทิศทางที่น่าสนใจ สู่”เป้าหมาย Net Zero”

“Carbon Footprint Thailand” ประเทศไทยเดินไปถึงไหนแล้วในปี 2568 ประเทศไทยมีเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อย่างชัดเจน จากกรอบ นโยบายในการเร่งดำเนินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2608 และการวางมาตรการลดคาร์บอนในระดับชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลล่าสุดยังพบสถานการณ์ที่ท้าทายและต้องเร่งดำเนินการในด้านต่าง ๆ เป้าหมายด้านการลดคาร์บอนของประเทศไทย รัฐบาลไทยได้แถลงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบ Nationally Determined Contributions (NDC) และ Long-term Low Emission Development Strategy (LT-LEDS) ได้แก่: ลดการปล่อย GHG ให้ได้อย่างน้อย 30-40% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับแนวโน้ม BAU (Business as Usual) มุ่งสู่การเป็นประเทศ Net Zero ภายในปี 2065 เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 37% ภายในปี 2037 (ตามแผน AEDP) อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งออกกฎหมาย เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการรายงาน GHG และกลไกราคา เช่น carbon tax หรือ Emissions Trading System (ETS) ความเคลื่อนไหวภาคธุรกิจไทยในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม  ในภาคเอกชน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนในรายงานความยั่งยืน โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET100 และ ESG100 ที่ต้องรายงานข้อมูล Scope 1, Scope 2 และบางส่วนของ Scope 3 ภายในปี 2567 ขณะเดียวกัน มีบริษัทไทยหลายแห่งได้รับฉลาก “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และเริ่มลงทุนในโครงการชดเชยคาร์บอน เช่น ปลูกป่า พลังงานชีวมวล และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเกิดผลลัพธ์เชิงยั่งยืน เป็นที่ประจักษ์ แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ นั้น ต่างเริ่มให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นแล้ว ในปี 2568 ประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจคาร์บอนสูงไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว แม้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศจะยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีจากการดำเนินนโยบาย การลงทุนของภาคธุรกิจ และการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย […]

เปิดทริคอ่านงบให้ไว ! เข้าใจงบแสดงฐานะการเงินได้ภายใน 10 นาที!

 ถ้าอยากเข้าใจงบแสดงฐานะการเงินภายใน 10 นาที ! ต้องสังเกตุจุดใดบ้าง อัพเดต! หลังจากมีประกาศฉบับใหม่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เกี่ยวกับเรื่องของการย่อรายการต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนชื่อเรียกของ “งบแสดงฐานะการเงิน” เป็น ”งบฐานะการเงิน”  เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภพวิชาชีพใช้ในปัจจุบัน รวมถึงความหมายที่ตรงกับศัพท์ที่ใช้ในภาษาอังกฤษเช่นกัน  งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) งบแสดงฐานะการเงิน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า งบดุล (Balance Sheet) คือ รายงานทางการเงินที่บ่งบอกได้ว่า  “ธุรกิจของเรามีอะไรบ้าง” ณ วันหนึ่ง เช่น วันที่สิ้นปีหรือสิ้นไตรมาส งบนี้จะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ  ทรัพย์สิน (Assets) สิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของ มีทรัพย์สินอะไรบ้าง เช่น เงินสด , อาคาร  หนี้สิน (Liabilities) สิ่งที่บริษัทต้องจ่ายหรือรับผิดชอบ  เช่น เงินกู้ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ชำระ  ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) เงินลงทุนของเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้น หลังหักหนี้สินออกจากทรัพย์สิน คงเหลืออยู่มากหรือน้อยเพียงใด  งบนี้จึงเปรียบเสมือน “ภาพถ่ายทางการเงิน” ของกิจการ ที่เจ้าของ นักลงทุน และธนาคารสามารถใช้เพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ จุดประสงค์ของงบแสดงฐานะการเงิน งบแสดงฐานะการเงินมีจุดประสงค์เพื่อแสดงภาพรวมของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สภาพคล่อง ความมั่นคง และการวางแผนทางการเงินของกิจการ โดยการพิจารณาจากข้อมูลทางบัญชีที่ปรากฏ  งบแสดงฐานะการเงิน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ? 1. แสดงฐานะทางการเงินของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง งบนี้จะแสดงข้อมูล ณ วันสิ้นงวดบัญชี เช่น วันที่ 31 ธันวาคม 2567 งบนี้จะช่วยบอกว่า ณ วันนั้น กิจการมี สินทรัพย์ (Assets) อะไรบ้าง และได้มาโดยการใช้ หนี้สิน (Liabilities) กับ ส่วนของเจ้าของ (Equity) ในสัดส่วนรายละเอียดเท่าใด 2. ใช้วิเคราะห์ความมั่นคงทางการเงินของกิจการ สำหรับนักลงทุน เจ้าหนี้การค้า หรือผู้บริหาร จะใช้ข้อมูลจากงบนี้เพื่อดูว่า : […]

กลไกที่น่าจับตา! ลดก๊าซเรือนกระจก โครงการคาร์บอนเครดิต โลกเปลี่ยนได้ถ้าเริ่มเปลี่ยนจากตอนนี้

ทำความรู้จักหน่วยวัดของ carbon credit คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงหรือกักเก็บได้จากการทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับกรณีการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยมีหน่วยวัด carbon credit เป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) ซึ่งปริมาณที่จะลดลงหรือกักเก็บนั้นต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานต่าง ๆ และสามารถนำไปซื้อขายระหว่างผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอนและผู้ที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้  คาร์บอนเครดิต มาจากโครงการหลักๆ ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) และสร้างคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำไปซื้อขายได้ โดยทั่วไปแล้ว โครงการเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ  1. โครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction Projects) การลดการปล่อยก๊าซในอุตสาหกรรมหรือกระบวนการผลิตมุ่งเน้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้พลังงานสะอาด, การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ , การกำจัดน้ำเสีย ของเสีย , หรือการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีการปล่อยก๊าซต่าง ๆ น้อยลง การเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานโครงการที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (solar panels) หรือการใช้พลังงานลม (wind power) ซึ่งผลลัพธ์ที่ลดการปล่อยก๊าซก็จะถูกรวมคำนวณในรูปของหน่วยวัด carbon credit เช่นกัน  2. โครงการดูดซับคาร์บอน (Carbon Sequestration Projects) โครงการปลูกต้นไม้และการฟื้นฟูป่าเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปลูกต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ เช่น โครงการการปลูกป่า, การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า, หรือการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีป่า ซึ่งทุกกิจกรรมจะถูกแปลงเป็น หน่วยวัด carbon credit การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและการจัดการดินการปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำหรือการจัดการดินเพื่อให้สามารถดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต หรือการปรับปรุงการใช้ที่ดินในเกษตรกรรมที่สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนมากขึ้น ทั้งหมดนี้จะได้รับการประเมินออกมาเป็น หน่วยวัด carbon credit ทั้งสองประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ นั้น บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของข้อตกลงระหว่างประเทศได้รวดเร็วหรือเป็นไปตามเป้าหมายมากขึ้น  โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินธุรกิจปกติ จะต้องได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานต่างๆ เป็นคาร์บอนเครดิตก่อน ผู้ดำเนินโครงการลดคาร์บอน (Supply) จึงจะสามารถนำไปขายแก่ผู้ต้องการชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Demand) ได้นั่นเอง  หน่วยวัดหลัก : 1 Carbon Credit = 1 tCO₂e Carbon Credit (คาร์บอนเครดิต) มีหน่วยวัด carbon credit คือ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ton of carbon dioxide equivalent หรือ tCO₂e) […]

ก่อนเข้าไทยต้องรู้! วีซ่าเข้าไทยมีกี่ประเภท แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร ?

เมื่อมีแผนเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม การเข้าใจ ประเภทของวีซ่า ที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะวีซ่าแต่ละประเภทมีข้อกำหนด ระยะเวลา และเงื่อนไขที่แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการเข้ามาในประเภทไทย รวมถึงข้อกำหนดทางด้านกฏหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  ต้องรู้เรื่องนี้ ! วีซ่าเข้าไทยมีกี่ประเภท ?  กรมการกงศุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลสำคัญไว้อย่างน่าสนใจ ในเรื่องของประเภทและหลักเกณฑ์การขอ Visa ไว้ดังนี้  1.ประเภทคนอยู่ชั่วคราวเพื่อการพำนักในราชอาณาจักรระยะยาว (Long Stay O-A , O-X)  2.ประเภทอัธยาศัยไมตรี (Courtesy Visa) 3.ประเภทราชการ (Official Visa) 4.ประเภททูต (Diplomatic Visa) 5.ประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) 6.ประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist Visa) 7.ประเภทคนเดินทางผ่านราชอาณาจักร (Transit Visa) ซึ่งถ้าหากต้องการอ่านรายละเอียดหลักเกณฑ์ในการยื่นขอ Visa แต่ละประเภท สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้เพิ่มเติม  เตรียมตัวก่อนเข้าประเทศไทย “เจาะลึก” ความแตกต่างของวีซ่าทั้ง 3 ประเภท 1. วีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa) จุดประสงค์ : วีซ่าท่องเที่ยวเหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาไทยด้วยเหตุผลเพื่อ ท่องเที่ยว พักผ่อน เยี่ยมญาติ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ เช่น การเข้าร่วมสัมมนาทั่วไป งานวัฒนธรรม หรือหลักสูตรระยะสั้นที่ไม่ใช่การศึกษาแบบเต็มเวลา ระยะเวลาพำนัก  วีซ่าท่องเที่ยวแบบ Single Entry อยู่ได้สูงสุด 60 วัน และสามารถต่ออายุได้อีก 30 วัน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แบบ Multiple Entry อาจมีอายุวีซ่า 6 เดือน แต่ต้องเดินทางออกและเข้าใหม่ทุกครั้งที่ครบ 60 วัน ข้อจำกัดสำหรับวีซ่าประเภทนี้ : ห้ามทำงาน หรือดำเนินธุรกิจใด ๆ หากตรวจพบการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต อาจถูกดำเนินคดีและส่งกลับประเทศต้นทาง  ตัวอย่างผู้ใช้งานวีซ่าท่องเที่ยว  นักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไป ผู้มาเยี่ยมญาติในไทย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมระยะสั้น 2. วีซ่าธุรกิจ (Business Visa หรือ Non-Immigrant B) จุดประสงค์ : […]

พลังงานไฮโดรเจนกับเป้าหมาย Net Zero ทิศทางใหม่ของพลังงานสะอาดที่ต้องจับตา!

หนึ่งในพลังงานทางเลือกที่ถูกจับตามองมากที่สุดในทศวรรษนี้คือ “พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy)” หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า ไฮโดรเจนสะอาด พลังงานรูปแบบใหม่นี้ไม่เพียงแต่ไม่มีการปล่อยคาร์บอนขณะใช้งาน แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่ยานยนต์ การผลิตไฟฟ้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมหนัก ถือได้ว่าเป็นพลังงานสะอาดที่น่าจับตา สู่ทิศทางในอนาคตที่น่าสนใจในการเลือกใช้พลังงานไฮโดรเจน พลังงานไฮโดรเจน หนึ่งในพลังงานสะอาดต่อเทรนด์พลังงานโลก ในปัจจุบันในหลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)  ประเทศไทยก็เช่นกัน โดยการตั้งเป้าหมายในการร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เพื่อให้เป้าหมายนี้สำเร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดได้จริง หนึ่งในพลังงานที่ถูกจับตามองและถือเป็นคีย์ที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition) และถูกมองว่าเป็นพลังงานทางเลือกในทิศทางใหม่ของโลกที่น่าสนใจคือ “ไฮโดรเจน” ไฮโดรเจน คืออะไร ?  สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดและเป็นองค์ประกอบของน้ำ (H2O) นอกจากนี้ ยังเป็นธาตุที่รวมอยู่ในโมเลกุลของสารประกอบอื่นๆ เช่น สารประกอบจําพวกไฮโดรคาร์บอน (HC) คุณสมบัติทั่วไปของไฮโดรเจน คือ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ติดไฟง่าย ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ก๊าซไฮโดรเจนสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้และให้ความร้อน หรือนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าโดยป้อนเข้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ดังนั้น ไฮโดรเจนจึงถือเป็นแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงที่สำคัญอย่างมากในอนาคต ไฮโดรเจนคือพลังงานสะอาดได้อย่างไร ? ไฮโดรเจนถือเป็น “energy carrier” หรือพาหะพลังงานชนิดหนึ่ง ที่สามารถนำพลังงานจากแหล่งอื่นได้ เช่น พลังงานหมุนเวียน มาสะสม เคลื่อนย้าย และสามารถแปลงเป็นไฟฟ้าได้ เชื้อเพลิง : เมื่อนำมาใช้ในเชื้อเพลิงเซลล์ (fuel cell) หรือเผาไหม้ จะให้พลังงานพร้อมการปล่อย “เพียงน้ำและไอน้ำ” เท่านั้น เซลล์เชื้อเพลิง : เป็นอุปกรณ์ที่แปลงไฮโดรเจนทางเคมีเป็นไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ปฏิกิริยาอิเล็กโทรเคมี (electrochemical) ซึ่งให้พลังงาน, น้ำ และความร้อน โดยไม่มีการเผาไหม้เกิดขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพลังงานไฮโดรเจน จะทำให้ไม่เกิดมลพิษคาร์บอน โดยเชื้อเพลิงเซลล์สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น ยานยนต์ , ระบบไฟฟ้าสำรอง , อาคาร , โรงงาน และตัวอย่างที่เห็นชัด คือรถยนต์ Toyota Mirai, Hyundai Nexo ฯลฯ ไฮโดรเจนแต่ละสีมีคุณสมบัติและการนำไปใช้อย่างไรบ้าง  จากคุณสมบัติของไฮโดรเจนที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่เราอาจเคยได้ยินการแบ่งประเภทไฮโดรเจนด้วย “สี” ไม่ว่าจะเป็น ไฮโดรเจนสีฟ้า ไฮโดรเจนสีเขียว หรือสีเทา และสีอื่น […]

ต้องรู้ ! วิธีดูงบการเงิน และ วิธีอ่านงบกระแสเงินสด เพื่อสภาพคล่องของธุรกิจ

หัวใจสำคัญ ในการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน” ด้วย และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารทุกคนควรรู้จัก คือ “งบการเงิน” โดยเฉพาะ “งบกระแสเงินสด” ที่มักถูกมองข้าม บทความนี้จะทำให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของ Cash Flow ว่ามาจากไหน มีความเคลื่อนไหวอย่างไร วิธีการอ่าน ที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์กัน งบกระแสเงินสด (Cash Flow) คืออะไร ? งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) คือ งบการเงินที่แสดงการได้มา การใช้ไปของเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสดในกิจการ ซึ่งจะแสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของกิจการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง รายได้ (Income) คือ เงินที่บริษัทได้จากการดำเนินธุรกิจ เช่น เงินที่ได้จากการขายสินค้าหรือบริการ รายจ่าย (Expense) คือ เงินที่บริษัทต้องจ่ายในการดำเนินธุรกิจ อาทิ ค่าเช่าสถานที่ ค่าอุปกรณ์การทำงาน เงินเดือนพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบ ทำไมต้องเข้าใจ “งบกระแสเงินสด” ? เพราะว่า งบกระแสเงินสดจะช่วยตอบคำถามว่า “ธุรกิจมีเงินสดพอใช้หรือไม่” เพราะในความเป็นจริง ธุรกิจที่มีกำไรอาจล้มละลายได้ หากไม่มีเงินสดเพียงพอจ่ายหนี้ จ่ายเงินเดือน และทราบถึงโครงสร้างทางการเงินของกิจการ ว่ามีการกู้หนี้ การชำระหนี้ หรือการออกหุ้นปันผลอย่างไร ตัวอย่างเช่น บริษัทหนึ่งมียอดขาย 10 ล้านบาท และกำไร 1 ล้านบาท แต่ลูกค้าที่ยังไม่จ่ายเงินมีถึง 8 ล้านบาท หากไม่สามารถเก็บเงินได้ในเวลาตามกำหนด บริษัทนั้นอาจประสบภาวะขาดเงินหมุนเวียน แม้จะดูเหมือนกำลัง “มีกำไร” อยู่ก็ตาม ซึ่งจะทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินไปด้วย 3 กิจกรรมในงบกระแสเงินสดมีอะไรบ้าง ?  ธนาคารกรุงไทย ให้ข้อมูลอย่างน่าสนใจว่า งบกระแสเงินสดแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ที่สะท้อนถึงสภาพคล่อง แหล่งที่มา และการใช้จ่ายของเงินสดในกิจการ ดังนี้ 1. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cash Flow from operating activities – CFO) หมายถึง กระแสเงินสดที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วยรายการรับและจ่ายเงินสดที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมหลักของกิจการ เช่น รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ต้นทุนขาย ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่า […]

เปลี่ยนโรงแรมให้รักษ์โลก ตอบโจทย์การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hotel)

การเปลี่ยนโรงแรมให้เป็น Green Hotel ไม่เพียงแต่เป็นการปรับตัวตามกระแสความยั่งยืน แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีความใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังเป็นนโยบายสำคัญที่ถือเป็นอีกพลังขับเคลื่อนให้เป็นประเทศไทยก้าวสู่ Net Zero ได้เร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ปรับเพื่อเปลี่ยนให้โรงแรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) โรงแรมสีเขียว หรือ Green Hotel คือ โรงแรมที่ดำเนินงาน บริหารจัดการ โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านพลังงาน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย การลดขยะที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไปจนถึงการปรับปรุงระบบการทำงานของพนักงานและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคมของแขกผู้เข้าพัก เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ “ลด ใช้ซ้ำ รีไซเคิล” (Reduce, Reuse, Recycle) และสอดรับกับแนวคิด การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานและคุณภาพในการให้บริการได้อย่างครบถ้วน เป้าหมายของ Green Hotel เพื่ออะไร ?  ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้น้อยลงหรือเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินงาน และการกำจัดของเสีย ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ยกระดับสุขอนามัยและสุขภาพของผู้เข้าพัก รวมถึงการทำงานของพนักงานในทุกแผนก ส่งเสริมการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทำไม ? โรงแรมถึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เป็น Green Hotel  ด้วย 3 เหตุผลหลัก ที่ทำไมควรต้องทำ เป็นการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน  โรงแรมถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้า การใช้น้ำ ระบบปรับอากาศ การซักผ้า หรือของใช้สิ้นเปลืองต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างขยะพลาสติกในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น การใช้น้ำในปริมาณสูง หรือการรบกวนระบบนิเวศของพื้นที่รอบข้าง การปรับเปลี่ยนมาเป็น Green Hotel จึงเป็นการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างตรงจุด เช่น ลดการใช้พลังงานด้วยหลอดไฟ LED และระบบอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้เข้าพักให้เกิดการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การใช้น้ำอย่างประหยัดและมีระบบหมุนเวียนน้ำเสียที่สามารถนำน้ำใช้ประโยชน์อื่น ๆ ต่อได้ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ใช้ขวดแก้วแทนขวดพลาสติก สร้างแนวทางจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การส่งเสริมการใช้ซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ลดการพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ และยังเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์สินค้า วัตถุดิบจากชุมชน ที่ช่วยสร้างรายได้ในแง่ของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การดำเนินงานแบบรักษ์โลกยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน โดยการมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และไม่ก่อผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว ความยั่งยืนคือผลกำไรที่แท้จริงของการทำธุรกิจ การดำเนินธุรกิจแบบ […]

ไม่รู้ไม่ได้แล้ว ! ก่อนจดทะเบียนการค้าต้องรู้เรื่องนี้ เอกสารต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

ทำไมต้องมีการจดทะเบียนการค้า ถ้าไม่จดทำได้หรือไม่ ?  การจดทะเบียนการค้า คือ การที่ผู้ประกอบการธุรกิจหรือผู้มีรายได้จากการขายสินค้า/บริการ แจ้งชื่อและรายละเอียดกิจการของตนต่อสำนักงานพาณิชย์ หรือเทศบาลท้องถิ่น เพื่อให้ได้รับ “ทะเบียนพาณิชย์” ซึ่งเป็นเอกสารแสดงว่าบุคคลนั้นประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใครมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนการค้า ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ที่ประกอบกิจการค้าหรือบริการเพื่อหารายได้ ต้องทำการจดทะเบียนการค้าภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มกิจการ โดยผู้ที่มีหน้าที่ในการจดทะเบียนพาณิชย์ตามที่กรมธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ได้แบ่งไว้มีทั้งหมด 5 ประเภท ดังนี้ บุคคลธรรมดาคนเดียวหรือกิจการที่มีเจ้าของคนเดียว บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด นิติบุคคลต่างประเทศที่มาตั้งสำนักงานสาขาภายในประเทศไทย 1. กิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ธรรมดา (บุคคลธรรมดา) กลุ่มนี้คือ บุคคลทั่วไปที่ประกอบธุรกิจ ในนามตนเอง โดยไม่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) ตัวอย่างกิจการที่เข้าข่าย ร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก-ส่ง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านนวดแผนไทย ร้านเสริมสวย ร้านซักอบรีด ธุรกิจขายของออนไลน์ (Shopee, Facebook, IG, Tiktok ฯลฯ) รับทำเว็บไซต์ ออกแบบกราฟิก รับพิมพ์งาน ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ประจำหรือประกอบธุรกิจชัดเจน หมายเหตุ : กรณีขายของออนไลน์ หากเป็นการค้าต่อเนื่อง มีรายได้ประจำ และโปรโมทธุรกิจ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ธรรมดาตามกฎหมาย 2. กิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์นิติบุคคล กลุ่มนี้คือกิจการที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแล้ว และต้องยื่นขอจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเติมเพื่อแสดงว่ากิจการมีการดำเนินการจริง ประเภทนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียน บริษัทจำกัด (บจก.) ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ข้อดี-ข้อเสียการจด หจก. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน กิจการร่วมค้า (Joint Venture) บริษัทต่างชาติที่มาจดทะเบียนเป็นสาขาในไทย ประเภทธุรกิจของนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียนการค้า ค้าส่ง ค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง ผลิตสินค้า บริการ เช่น ที่ปรึกษา วิศวกรรม ออกแบบระบบ โรงงานแปรรูปสินค้า อาหาร เสื้อผ้า ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจเทคโนโลยี เช่น Software, App, Platform ฯลฯ กิจการใดบ้างที่ไม่ต้องจดทะเบียนการค้า  กิจการบางประเภท ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนการค้า เนื่องจากลักษณะการดำเนินกิจการ ไม่เข้าข่าย “การค้าเพื่อแสวงหากำไร” แบบธุรกิจทั่วไป หรืออยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะด้านอื่น ๆ […]

“แจกฤกษ์ดี ปี 68 “ ครึ่งปีหลัง สายมูต้องอ่าน เปิดบริษัทจำกัดให้เฮงยิ่งกว่าเดิม !

ฤกษ์เปิดบริษัทจำกัด ปี 68 เดือนไหนดี ? รวมวันมงคลเสริมดวงธุรกิจรุ่งตลอดปี ความเชื่อเรื่อง “ฤกษ์มงคล” หรือ “เวลาดี” ในการเปิดบริษัทหรือกิจการร้านค้า เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และคนรุ่นก่อนที่มักกล่าวว่า “เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “วัน-เวลา” ในการเริ่มกิจกรรมสำคัญ เช่น การเปิดบริษัทหรือกิจการ ที่มีความหมายมากกว่าการเลือกวันตามปฏิทินธรรมดาก่อนเปิดกิจการ ร้านค้า หรือทำธุรกิจ รวมถึงการตั้งชื่อมงคล อย่างที่เราจะเห็นชื่อบริษัทที่นิยมตั้ง โดยมีความเชื่อว่าจะส่งเสริมให้กิจการนั้นรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นพึ่งพาทางจิตใจ สร้างขวัญและกำลังใจ  เสริมสร้างพลังบวกที่ดี และมีผลทาง “จิตวิทยา” อย่างชัดเจนให้กับเจ้าของธุรกิจ แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องของความเชื่อ แต่หากมองในเชิงจิตวิทยาและวัฒนธรรม การเลือกฤกษ์มงคลไม่ได้หมายถึงความงมงาย หากแต่เป็นการวางกรอบเวลาเพื่อเริ่มต้นอย่างมีระบบ มีแบบแผน และช่วยยึดโยงการตัดสินใจเข้ากับสภาพแวดล้อมและความเชื่อของผู้ก่อตั้ง ฤกษ์เปิดบริษัทจำกัดคืออะไร ? “ฤกษ์เปิดบริษัท” หมายถึง วันและเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การจดทะเบียนบริษัท การเซ็นเอกสารสำคัญ เปิดป้ายบริษัท หรือเริ่มขายของวันแรก โดยมักเลือกให้ตรงกับวันมงคลตามปฏิทินจันทรคติไทย จีน หรือหลักโหราศาสตร์ที่เจ้าของกิจการนับถือ แม้ไม่มีข้อกฎหมายว่าต้องมีฤกษ์เปิดบริษัท แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หลายบริษัทเลือกใช้ฤกษ์ดีเพื่อเริ่มต้นอย่างมีพลัง และเชื่อว่าจะช่วยหนุนโชคลาภ ความสำเร็จ และลดอุปสรรคในอนาคตได้  พิกัดวันฤกษ์ดีครึ่งปีหลัง ปี 2568 ตามปฏิทินโหราศาสตร์ไทย ข้อมูลจากสถาบันโหราศาสตร์ไทยและเว็บไซต์ปฏิทินมงคลหลายแห่ง เช่น payakorn.com และ sanawee.com ได้คัดเลือกวันดีที่เหมาะสมกับการเปิดกิจการในปี 2568 (ปีมะโรงธาตุดิน) โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี ได้แก่ ฤกษ์ดีรายเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม 2568 เดือนกรกฎาคม 2568 วันที่ 5 กรกฎาคม (เทวีฤกษ์) วันที่ 15 กรกฎาคม (มหัทธโนฤกษ์) วันที่ 26 กรกฎาคม (ราชาโชค) เดือนสิงหาคม 2568 วันที่ 2 สิงหาคม (เทวีฤกษ์) วันที่ 11 สิงหาคม (มหัทธโนฤกษ์) วันที่ 24 สิงหาคม (ราชาโชค) เดือนกันยายน 2568 วันที่ 6 […]

1 7 8 9 10 11 33