FDI

Eco-Friendly Products คืออะไร? “สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” แค่ชื่อดูดี หรือเปลี่ยนโลกสร้างความยั่งยืนได้จริง ?

Eco-friendly products คืออะไร ? Eco-Friendly Products หมายถึง ผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีการออกแบบมาและผลิตขึ้นโดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสินค้า ตั้งแต่กระบวนการจัดหา การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน (End-of-Life Management) เช่น การรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งสินค้าต่างๆที่ผลิตขึ้นมาต้องส่งผลกระทบต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หรือมีแนวทางในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อมน้อยลงหรือไม่ส่งผลเลย ซึ่งสินค้า ลักษณะสำคัญของ Eco-Friendly Products ได้แก่ ใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน (Sustainable Materials) ใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายหรือรีไซเคิลได้ เป็นมิตรต่อผู้ใช้และสัตว์ทดลอง (Cruelty-Free / Non-toxic)  “สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” แค่ชื่อดูดี หรือเปลี่ยนโลกสร้างความยั่งยืนได้จริง ? จากข้อมูลรายงานของ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Environment Programme (UNEP) ระบุว่า อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 45% ของการปล่อยทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจไปสู่สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะส่งผลอย่างมากต่ออนาคตของโลก ที่ทำให้เห็นชัดมากขึ้น ว่าทำไมโลกยุคปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นที่น่าจับตาและต้องร่วมมือกันเพราะถ้ามีการส่งเสริม สนับสนุนสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้นจะเกิดผลดีต่าง ๆ อีกมากมายเลยทีเดียว สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะมีการแผนทั้งห่วงโซ่ที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยวางแผนอย่างรัดกุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน กล่าวคือ ต้นน้ำ (Upstream) : แหล่งวัตถุดิบที่ไม่รุกล้ำสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ฝ้ายออร์แกนิก ไม้ปลูกทดแทน หรือพลาสติกรีไซเคิล กลางน้ำ (Midstream) : โรงงานผลิตที่ใช้พลังงานสะอาด ลดของเสีย มีระบบจัดการน้ำเสีย ปลายน้ำ (Downstream) : ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ลดคาร์บอน เช่น การขนส่งแบบรวมศูนย์ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่สร้างขยะเพิ่ม หลังใช้งาน (End-of-Life) : การย่อยสลาย การรีไซเคิล หรือระบบ take-back มีการจัดการนำกลับมาสลายอย่างมีแนวทาง  ตัวอย่างแบรนด์สินค้าที่เราคุ้นเคย เช่น  เสื้อผ้าจากขวดพลาสติกรีไซเคิล: แบรนด์เช่น Patagonia หรือ Adidas ได้พัฒนาเสื้อผ้ากีฬาและรองเท้าจากขวด PET ที่ผ่านการรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดขยะพลาสติกและลดการใช้พลังงานเทียบกับการผลิตใหม่ บรรจุภัณฑ์กระดาษแทนพลาสติก: […]

ย้ายที่อยู่บริษัทต้องแจ้งหน่วยงานใด! และมีขั้นตอน เอกสารอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการ

การย้ายที่อยู่ของกิจการ บริษัท องค์กร สามารถทำได้ แต่ต้องมีการดำเนินการในการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สะดวกต่อการดำเนินกิจการทั้งเรื่องของเอกสาร การยื่นภาษี การยื่นประกันสังคมของพนักงาน เป็นต้น ซึ่งการแจ้งย้ายนั้นสามารถทำได้ ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้ ที่จะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าต้องติดต่อหน่วยงานใดบ้าง เอกสาร ค่าธรรมเนียม ระยะเวลาดำเนินการ สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ในบทความนี้  ย้ายที่อยู่บริษัทต้องแจ้งหน่วยงานใดบ้าง ? สำหรับธุรกิจที่มีการย้ายที่อยู่/ที่ตั้ง ของกิจการไปที่ใหม่ ต้องแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  กรมสรรพากรพื้นที่ ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  สำนักงานประกันสังคม ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่  FDI ขอแนะนำ “ทำตามขั้นตอนนี้ สำหรับการย้ายที่อยู่บริษัท” เงื่อนไขที่ต้องรู้สำหรับผู้ประกอบการ  การย้ายที่อยู่บริษัท ต้องไปแจ้งย้ายที่อยู่กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อนอันดับแรก ซึ่งควรจะแจ้งย้ายภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการย้ายจริง และนำหนังสือรับรองที่ได้ไปดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงต่อหน่วยงานอื่น ๆ ในลำดับถัดไป  และสำหรับกิจการที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องไปแจ้งที่สรรพากรพื้นที่เดิมในการย้ายออก และแจ้งย้ายเข้าต่อสรรพากรพื้นที่อยู่ใหม่ เพื่อเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีต่าง ๆ  การแจ้งประกันสังคม ให้แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ กรณีกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถแจ้งย้ายที่อยู่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในเขตที่บริษัทตั้งอยู่ได้ เอกสารที่ต้องใช้ในการดำเนินการ ระยะเวลา และค่าดำเนินการ สำหรับการย้ายก็จะมีทั้งย้ายในจังหวัดเดียวกันและย้ายไปจังหวัดอื่นๆจากเขตพื้นที่เดิม โดยทั้ง 2 แบบ ก็จะมีรูปแบบ เงื่อนไข รายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้  สำหรับขั้นตอนการย้ายที่อยู่บริษัท ในจังหวัดเดียวกัน  โดยการย้ายที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน บริษัทสามารถดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องมีการอ้างอิงมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือที่ประชุมคณะกรรมการ สามารถจัดทำยื่นคำขอจดทะเบียนและยื่นเอกสารขอจดทะเบียน หลังจากนั้นนายทะเบียนจะรับจดทะเบียนเป็นลำดับถัดมา  โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ให้ข้อมูลไว้ว่า เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอจดทะเบียน มีดังนี้  ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มที่ตั้งสำนักงาน ที่ตั้งแห่งใหม่ของสำนักงานแห่งใหญ่ เลขรหัสประจำบ้าน  เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มที่ตั้งสำนักงาน คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1)  แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด  รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ (แบบ บอจ.4)  หลักฐานการอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่หรือสำนักงานสาขาจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง (ใช้เฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม)  แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)  หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)  *** หมายเหตุ : การแก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานสาขาให้ใช้เอกสารตามข้างต้น ยกเว้นข้อ 5 ***  สำหรับกิจการที่ย้ายที่อยู่บริษัทไปจังหวัดอื่น  ตามกฏหมายระบุไว้ว่าให้มีการออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือส่งมอบถึงตัวแทนผู้ถือหุ้น เฉพาะกรณีที่บริษัทมีผู้ถือหุ้นหรือมีข้อบังคับกำหนดเอาไว้ โดยให้ออกหนังสือก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 14 วันหรือตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัท และ ให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อย […]

รู้หรือไม่ ? การพัฒนาอย่างสมดุลตามกรอบ SDGs ในไทยพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

SDGs ไทย กับแนวทางขับเคลื่อนโลกที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  จากบทความ SDGs x ESG เชื่อมโยงเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของโลกและอนาคตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในบทความก่อนหน้า ที่มุ่งเน้นพูดถึงในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ในบทความนี้เราจะวิเคราะห์ และนำเสนอถึงประเด็นภาพรวมของ SDGs ประเทศไทยในมิติด้านอื่น ๆ ที่สำคัญ  อย่างที่ทราบกันดีว่าจุดเด่นของ SDGs คือ “การพัฒนาอย่างสมดุล” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave no one behind) โดยเน้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชนมีส่วนร่วม สำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย (Goals) ภายใต้หนึ่งเป้าหมายจะประกอบไปด้วยเป้าหมายย่อย ๆ ที่เรียกว่า เป้าหมายย่อย (Targets) ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย และพัฒนา ตัวชี้วัด (Indicators) จำนวน 232 ตัวชี้วัด (ทั้งหมด 244 ตัวชี้วัดแต่มีตัวที่ซ้ำ 12 ตัว) เพื่อติดตามความก้าวหน้าของเป้าหมายย่อยดังกล่าว โดย SDG MOVE ได้ให้ข้อมูลในเป้าหมายทั้ง 17 ข้อของ SDGs  อย่างน่าสนใจว่า  เป้าหมายที่ 1: ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ เป้าหมายที่ 2: ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน  เป้าหมายที่ 3: สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย เป้าหมายที่ 4: สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เป้าหมายที่ 5: บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน เป้าหมายที่ 6: สร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล ให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้ สำหรับทุกคน  เป้าหมายที่ 7: สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน  เป้าหมายที่ 8: ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และ มีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน เป้าหมายที่ 9: สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมและยั่งยืน และส่งเสริมนวัตกรรม […]

SDGs x ESG เชื่อมโยงเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของโลกและอนาคตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อโลกเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน ดูทีท่าจะแก้ยากมากขึ้น ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ภาวะโลกร้อน ทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง ไปจนถึงโรคระบาดที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ sustainability goals จึงถูกกำหนดขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศ” นำทางในการลดปัญหาต่าง ๆ ให้ทุกประเทศร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นระบบและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันเพื่อขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้มีทิศทางของทางออกที่ดียิ่งขึ้น Sustainability Goals หนึ่งในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นแกนหลักสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) คืออะไร ?  SDGs คือ เป้าหมายระดับโลก 17 เป้าหมาย ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดขึ้นในปี 2015 เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาโลกในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ซึ่งได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงานจนถึงปี 2030 โดยเอกสาร โดยเอกสารที่ประเทศสมาชิกทั้งหมดลงนามรับรองเป็นพันธะสัญญานั้นเรียกว่า “Transforming Our World: the 2030 Agenda for Sustainable Development” หรือ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030”   หนึ่งในประเด็นที่องค์กรต้องเร่งให้ความสำคัญ “ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม” ในวันที่โลกเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้เกินพอดี หรือมลพิษขยะทางทะเลและอากาศ หากพูดถึงเรื่อง “ความยั่งยืน” จึงไม่ใช่เรื่องขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ต้องร่วมมือกันพัฒนาโลกอย่างมีทิศทาง โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นรากฐานของ sustainability goals ทุกด้าน เป้าหมาย SDGs ด้านสิ่งแวดล้อมที่องค์กรควรรู้ แม้ SDGs ทั้ง 17 ข้อจะเชื่อมโยงกัน แต่ถ้าหากพูดถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ก็มีบางเป้าหมายที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน เช่น 1. SDG 6 : น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำ 2. SDG 7 : พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น […]

ข้อมูลที่นายจ้างควรรู้ ! หากธุรกิจต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน

การจ้างแรงงานต่างด้าวมาทำงานในไทยนั้น มีบทบาทที่สำคัญในกลุ่มงานที่คนไทยไม่นิยมทำหรือขาดแคลนแรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างที่แรงงานต่างด้าวสามารถมาทำงานในตลาดแรงงานในไทยได้  โดยการจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่การหาคนมาทำงานในธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานคนเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายแรงงานต่างด้าว การขอใบอนุญาตทำงาน และตรวจคนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัดตามที่กฏหมายระบุไว้  หากอ่านบทความนี้คุณจะได้อะไรบ้างจากบทความนี้  ได้ทราบถึงข้อปฏิบัติหากธุรกิจคุณมีพนักงาน ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าว เข้าใจข้อมูลพื้นฐาน ข้อกำหนด และระเบียบปฏิบัติสำหรับแรงงานต่างด้าว ทราบถึงสิทธิพื้นฐานของแรงงานต่างด้าว เช่น สิทธิ์ประกันสังคม เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล คลอดบุตร ทุพพลภาพ ต่างๆ  เข้าใจในการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกต้อง วันนี้เราขอรวม เกร็ดความรู้ที่นายจ้างควรรู้ ก่อนและหลังการจ้างแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม โดยเฉพาะผู้ที่จ้างในระบบ MOU และระบบผ่อนผัน รวมทั้งข้อควรปฏิบัติของนายจ้าง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฏหมาย  นายจ้างต้องรู้ “จ้างแรงงานต่างด้าว” ต้องยื่นข้อมูลอะไรบ้าง ? 1.ต้องรู้จักเกี่ยวกับระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้อง ระบบ MOU (ทางการ) คือ ระบบที่รัฐไทยมีข้อตกลงกับประเทศต้นทาง (เมียนมา ลาว กัมพูชา) โดยนำแรงงานเข้ามาถูกต้องทุกขั้นตอน เหมาะกับการจ้างระยะยาว มีระยะเวลาทำงาน 2 ปี และต่ออายุอีก 2 ปี รวม 4 ปี ในการทำงานในประเทศไทย  ขั้นตอนโดยสรุป ยื่นขอนำเข้าแรงงานต่อกรมการจัดหางาน ให้แรงงานเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางที่กำหนด ตรวจสุขภาพ ทำประกัน และขอใบอนุญาตทำงาน อยู่ในไทยได้ 2 ปี และต่อได้อีก 2 ปี ระบบผ่อนผัน (เปิดโอกาสให้คนที่อยู่แล้วปรับสถานะ) เช่น กลุ่มที่อยู่ในไทยอยู่แล้วแต่ยังไม่มีเอกสารสมบูรณ์ รัฐอาจเปิดให้ลงทะเบียนและดำเนินการขออนุญาตภายหลังในบางช่วง   2.ต้องมีการตรวจสอบว่า “แรงงานที่จ้าง” มีเอกสารถูกต้องหรือไม่  โดยก่อนจ้างแรงงานต่างด้าวทุกครั้ง ต้องตรวจสอบเอกสารแรงงาน มีหนังสือเดินทาง (Passport) หรือเอกสารเดินทาง (TD) ได้รับวีซ่าถูกต้อง ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเดินทางเข้ามา (เช่น วีซ่าแรงงาน Non-LA) มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ถูกต้อง และยังไม่หมดอายุ 📌 ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสาร หรืออยู่เกินกำหนดวีซ่าเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดกฎหมายทั้งแรงงานและนายจ้าง 3.ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) นายจ้างต้องเป็นผู้ดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตทำงานให้แรงงานภายใน 15 วันหลังเริ่มจ้าง โดยยื่นที่ […]

อุตสาหกรรม Jewelry ต้องทำ! ปรับโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โอกาสสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

เพิ่มกำไรอย่างยั่งยืนให้กับโรงงาน Jewelry กับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องมาตรฐาน RJC  ถือเป็นอีกเรื่องที่ไม่ได้ใหม่สำหรับผู้ประกอบการในปี 2025 แต่เรียกได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ ที่ต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่เป็นหนึ่งในข้อกำหนดด้านมาตรฐานของ RJC จากข้อมูลรายงานของ World Jewellery Confederation (CIBJO) ระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องประดับมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วง ๊Upstream ของซัพพลายเชน รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานส่วนอื่น ๆ ด้วยสาเหตุนี้จึงถือเป็นเรื่องที่ท้าทายในยุคที่โลกตื่นตัวกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งคู่ค้าในประเทศต่าง ๆ รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีข้อมูลว่ากว่า 72% ของผู้บริโภค โดย Gen Z เชื่อว่าบริษัทควรแสดงความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม (Deloitte, 2024) นี่จึงเป็นอีกข้อมูลที่ตอกย้ำว่า คนส่วนใหญ่ล้วนให้ความสำคัญต่อด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อุตสาหกรรมเครื่องประดับ (Jewelry Industry) ก็ถือว่าเป็นอีกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ถูกจับตามากขึ้น โดยเฉพาะ “โรงงานผู้ผลิต” ซึ่งอยู่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ที่กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญว่า…จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ? ต้องทำและวางแผนดำเนินการแบบไหนให้มีกำไรอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง เปลี่ยนโรงงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องมาตรฐาน RJC   Responsible Jewellery Council (RJC) คือมาตรฐานสากลสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมเครื่องประดับที่มุ่งเน้นความโปร่งใส จริยธรรม และความยั่งยืน Responsible Jewellery Council (RJC) คืออะไร ? โดยมาตรฐาน RJC จะมีข้อกำหนดหลักในด้านต่าง ๆ ดังนี้  ด้านสิ่งแวดล้อม  มุ่งเน้นมาตรฐานในการจัดการของเสีย มลพิษ การใช้พลังงาน และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิมนุษยชน แรงงานและการดำเนินงานทางสังคม มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างถูกกฏหมาย การเคารพสิทธิมนุษยชน การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่าเทียม ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ  ครอบคลุมการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม ตรวจสอบได้ ด้วยการมีมาตรฐานจริยธรรมที่สูง สอดคล้องกับกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ด้านความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน  การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของโลหะและอัญมณี การจัดการระบบที่มีประสิทธิภาพ การติดตาม การประเมินผล และการดำเนินงาน อุตสาหกรรม Jewelry ไทย กับความจำเป็นที่ต้องทำตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ในอดียที่ผ่านมาการผลิตเครื่องประดับเป็นธุรกิจความงาม ที่เน้นฝีมือ ความประณีต และคุณค่าในเชิงวัตถุ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในปี 2025 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมเครื่องประดับทั่วโลกกำลังเผชิญความคาดหวังว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ในทิศทางที่ส่งผลดีต่อโลกและสังคม โดยเฉพาะการปรับรูปแบบในเรื่องด้านสิ่งแวดล้อม […]

CBAM Certificate คืออะไร ? ปี 69 “CBAM เริ่มภาคบังคับ” เอกสารสำคัญที่ผู้ส่งสินค้าไปยุโรปต้องรู้

จากบทความก่อนที่ FDI พาไปเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นมาตรการของสหภาพยุโรปในการจัดการกับ Climate Change กันมาแล้ว โดยมาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้จริงในช่วงเดือนมกราคม 2569 นี้แล้ว ในกลุ่มสินค้า 6 กลุ่มระยะแรก ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM Certificate) ตามปริมาณการนำเข้าและปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในสหภาพยุโรป ยิ่งปล่อยมากยิ่งจ่ายแพง นั่นเป็นเหตุผลที่ราคาสินค้าก็จะแพงตามไปด้วย ในบทความนี้จะพาทุกท่านมาเจาะข้อมูล ทำความเข้าใจกันต่อว่า CBAM Certificate หรือใบรับรองที่ผู้นำเข้าสินค้าจากนอกสหภาพยุโรป (EU) ว่าคืออะไร ผู้ประกอบการต้องทำอย่างไรบ้าง และในระยะต่อไปจะมีสินค้าอะไรบ้างที่จะถูกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ไปติดตามกันได้ในบทความนี้ CBAM Certificate คืออะไร ? CBAM Certificate คือ ใบรับรองที่ผู้นำเข้าสินค้าจากนอกสหภาพยุโรป (EU) ต้องซื้อ เพื่อแสดงว่าได้ชำระ “ค่าธรรมเนียมคาร์บอน” ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตสินค้าแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ “ภาษีคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน” ของ EU เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งหมายถึง บริษัทที่ดำเนินการในยุโรป มีการย้ายฐานการผลิตที่ปล่อยมลพิษสูงไปยังประเทศนอกยุโรป ซึ่งในประเทศเหล่านั้นอาจจะมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่หละหลวมกว่า เพื่อลดต้นทุนให้ถูกลง แล้วนำเข้าสินค้ากลับมาขายใน EU  ใหม่อีกครั้ง ทำให้ต้องเข้มงวด จัดการปัญหานี้จริงจังมากขึ้น และเป็นการสร้างความเท่าเทียมทางต้นทุนคาร์บอนกับสินค้าที่ผลิตใน EU อยู่แล้วด้วยเช่นกัน CBAM ระเบียบภาคบังคับ เริ่มใช้จริง 1 ม.ค. 2569 นี้  โดยจะมีสินค้า 6 กลุ่ม ในระยะแรก ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำบางตัวที่กำหนดซึ่งต่อเนื่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก เช่น น็อตและสลักเกลียว ที่ต้องซื้อและยื่นใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซ (embedded emissions) ของสินค้านำเข้า […]

ต่อ วีซ่า 2 ปี ใบอนุญาตทำงานและวีซ่าแรงงานต่างด้าว (MOU ครบ 2 ปี) ต้องทำอย่างไร

ครบ จบในที่เดียว กับทีมที่ปรึกษามืออาชีพเฉพาะด้าน ! บริการที่ปรึกษาวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยภายใต้ระบบ MOU (Memorandum of Understanding) เมื่อทำงานครบระยะเวลา 2 ปี จะต้องดำเนินการ ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และ ต่อวีซ่า (Visa) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสามารถอยู่และทำงานต่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ผิดเงื่อนไขที่กระทรวงแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด หากคุณเป็นนายจ้าง หรือบริษัทที่มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา และกำลังเผชิญกับความยุ่งยากด้านเอกสาร หรือกังวลว่าจะดำเนินการไม่ทันเวลา บริการของเรา จะช่วยให้คุณหมดปัญหาเหล่านี้ให้ทุกการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว กัมพูชา ภายใต้ MOU ครบ 2 ปี ต้องต่อวีซ่า 2 ปี ทันที ! MOU แรงงานต่างด้าว หากทำงานครบใน 2 ปีแรก สามารถต่อได้อีก 2 ปี รวมเป็น 4 ปี โดยที่นายจ้างต้องยื่นคำขอต่อใบอนุญาตทำงาน (Worl Permit) และต่อวีซ่าแรงงานต่างด้าว (Visa) ล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุ 45 วัน ทำไมต้องต่อ Work Permit และ Visa ให้ถูกต้อง ?   เพื่อป้องกันการทำงานผิดกฎหมายของลูกจ้าง หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฏหมายจะถูกดำเนินคดีหรือถูกปรับ รวมถึงบทลงโทษอื่นๆ เพื่อแรงงานสามารถทำงานต่อได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องเดินทางกลับประเทศก่อนครบสัญญา ทำงานด้วยความมั่นใจ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ หากเอกสารครบก็ไม่มีปัญหาใดๆตามมา สามารถดำเนินการต่อสัญญาการจ้างแรงงานได้อย่างเป็นทางการ สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างเอกสารที่ต้องใช้ในการต่ออายุ MOU 2 ปีหลัง  ส่วนที่ 1 : สำหรับแรงงานต่างด้าว  หนังสือเดินทาง (Passport) ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเท่านั้น รูปถ่ายหน้าตรง พื้นหลังขาว แบบฟอร์มเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องทำการยื่นเพิ่มเติม ส่วนที่ 2 : สำหรับนายจ้างบุคคลธรรมดา สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ใบทะเบียนพาณิชย์ (ธุรกิจค้าขาย) เอกสารอื่น ๆ […]

Carbon Emission Types คืออะไร พร้อมแนะนำแนวทางเบื้องต้น! สำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูลเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

อย่างที่ทราบกันดีว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งหากปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิต ดำเนินงานของผลิตภัณฑ์ เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product) และหากเกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร เรียกว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization)  สำหรับก๊าซเรือนกระจก (GHG) มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4) ,เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) , ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) , ไนตรัสออกไซด์ (N2O), ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) โดยที่ก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิดนี้ จะถูกวัดและรายงานผลในรูปของตันหรือกิโลกรัมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tonCO2 eq หรือ kgCO2 eq)  เป็นการเปรียบเทียบค่าก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ด้วยค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเมื่อเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรฐานการประเมินปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กร แบ่งเป็น 3 ประเภท (Carbon Emission Types) สำหรับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร จะช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น สามารถระบุกิจกรรมขององค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ติดตามประสิทธิภาพในกระบวนการลดการปล่อยก๊าซได้ง่ายและวัดผลได้ง่ายมากขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ประเภท 1 : กิจกรรมการทางตรงจากการดำเนินงานขององค์กร (Direct Emissions) ประเภท 2 : กิจกรรมการทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ประเภท 3 : กิจกรรมการทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) การแบ่งการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละขอบเขตจะทำให้เข้าใจในแนวทางการประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทราบข้อมูลที่แน่ชัด วัดผลได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และสามารถจำแนกสาเหตุ กระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะนำไปสู่การหาแนวทางในการลดและจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงขององค์กร เข้าใจในแนวทางสำหรับองค์กรในการเก็บข้อมูล เพื่อใช้ประเมินก๊าซเรือนกระจก การระบุกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กรตามขอบเขต Carbon Emission ทั้ง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะในรูปแบบที่ 1. Direct Emission , 2. […]

การขอจดทะเบียนสมาคม รับจดทะเบียนบริษัท ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ? ข้อแตกต่างจากมูลนิธิ

หลายคนอาจเข้าใจว่า “สมาคม” คือการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจุดประสงค์ร่วมกัน เช่น กลุ่มอาชีพเดียวกัน กลุ่มทำกิจกรรมสาธารณะ หรือกลุ่มที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่ความจริงแล้ว การจัดตั้งสมาคมที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ต้องผ่านกระบวนการ “จดทะเบียนสมาคม” ซึ่งมีข้อกำหนดเฉพาะ และต้องมีความพร้อมทั้งในด้านบุคคล เอกสาร สถานที่ และวัตถุประสงค์ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจมากขึ้นว่า จดทะเบียนสมาคมต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนและเงื่อนไขอะไรบ้าง และหากคุณต้องการลดความเสี่ยง ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก เราในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านจดทะเบียนนิติบุคคลและใบอนุญาต พร้อมแนะนำคุณทุกขั้นตอน สมาคมไม่ใช่แค่การรวมกลุ่มธรรมดา แต่ต้องจดทะเบียนให้ถูกต้อง ! เหตุผลที่ต้องจดทะเบียนสมาคมให้ถูกต้องตามกฎหมาย สมาคม คืออะไร ? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 78-109 โดย สมาคม (Association) หมายถึง การรวมตัวกันของบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เพื่อกระทำกิจกรรมร่วมกัน โดยไม่แสวงหากำไรเป็นรายได้ของสมาชิก หรือผู้จัดตั้ง สมาคมจะมีสภาพเป็น “นิติบุคคล” เมื่อได้รับการจดทะเบียนจากนายทะเบียนสมาคม กระทรวงมหาดไทย เช่น สมาคมกีฬา สมาคมวิชาชีพ สมาคมอาสาสมัคร สมาคมผู้ประกอบการ ฯลฯ ไขข้อสงสัย “สมาคม” กับ “มูลนิธิ” แตกต่างกันอย่างไร ? เป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยว่า “สมาคม” กับ “มูลนิธิ” ต่างกันอย่างไร?” เพราะทั้งสองรูปแบบต่างก็เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และมีเป้าหมายเพื่อกิจกรรมทางสังคมเหมือนกันในบางมิติ แต่ในทางกฎหมายไทยนั้น สมาคมและมูลนิธิมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในหลายด้าน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ ข้อดีและข้อควรระวังในการจัดตั้งสมาคม มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยการมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” นี้น สามารถทำสัญญา ถือครองทรัพย์สิน และดำเนินกิจกรรมทางกฎหมายได้ สร้างความน่าเชื่อถือเมื่อขอรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศ สามารถเปิดบัญชีธนาคารในนามสมาคมได้ สามารถดำเนินงานอย่างเป็นระบบและโปร่งใส  มีระเบียบในระบบบริหารจัดการชัดเจน ลดปัญหาความขัดแย้งภายในกลุ่ม ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เช่น ขอจดภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือขอยกเว้นภาษีบางประการ (ในกรณีที่เข้าข่าย) ข้อควรระวังที่ต้องทราบในการจัดตั้งสมาคม ห้ามดำเนินการใด ๆ ที่เข้าข่ายกิจกรรมทางการเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้เงินของสมาคมต้องโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ สมาคมต้องยื่นงบการเงินประจำปีต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย หากมีกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับการประกอบธุรกิจ ต้องแยกการดำเนินงานให้ชัดเจน เงื่อนไขเบื้องต้นในการจดทะเบียนสมาคม ก่อนจะเริ่มขั้นตอนจดทะเบียนสมาคม ผู้จัดตั้งต้องเตรียมความพร้อมตามเงื่อนไขต่อไปนี้: โดยสมาคมมีลักษณะดังนี้ เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคล เพื่อกระทำการใด ๆ เป็นการต่อเนื่องไม่ใช่การทำกันแค่เพียงชั่วคราว แล้วเลิกไป จะมีข้อบังคับเป็นแนวทางปฏิบัติและไม่ขัดต่อกฏหมาย ต้องมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้อง โดนต้องดำเนินการให้ผู้ที่เป็นสมาชิกในจำนวนไม่น้อยกว่า […]

1 4 5 6 7 8 32