見逃せないタイの役立つ情報

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมวิธีใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2569

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้มีรายได้ในประเทศไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการรายย่อย หรือผู้มีรายได้หลายทาง ปกติจะมีการยื่นแบบแสดงรายการปีละ 1 ครั้ง (ยื่นแบบในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึงภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป) และสำหรับผู้มีรายได้จากบางประเภท เช่น ธุรกิจ เช่าทรัพย์สิน (ประเภท 5 – 8) จะต้องยื่นรายได้ครึ่งปีสำหรับรายได้ระหว่าง 1 มกราคม – 30 มิถุนายน ภายในช่วง 1 กรกฏาคม – 30 กันยายน ของปีนั้น ทั้งนี้ควรตรวจสอบทุกปีอีกครั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอื่นๆ จากทางกรมสรรพากร โดยการเข้าใจ “วิธีคำนวณภาษี” และ “การใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างถูกต้อง” จะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถวางแผนการเงินได้ดีขึ้น สามารถทราบถึงการลดหย่อนภาษีอย่างถูกกฎหมาย และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการยื่นภาษีผิดพลาดได้  โดยในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมอธิบาย สิทธิ์ลดหย่อนภาษี เพื่อเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ต้องการอัพเดทข้อมูลการยื่นภาษีในปี 2569 นี้    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คืออะไร และใครบ้างที่ต้องเสียภาษี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจาก “รายได้” ของบุคคลธรรมดาที่เกิดขึ้นในรอบปีภาษี ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าบริการ อาชีพอิสระ ค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือรายได้อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ในประเทศไทยโดยเกณฑ์รายได้ถึงฐานที่ต้องเสียภาษี  ผู้มีรายได้จากต่างประเทศและนำเงินเข้ามาในประเทศไทยตามเงื่อนไข ชาวต่างชาติที่มีเงินได้จากการทำงานหรือกิจกรรมในไทย (ในบางกรณี)โดยหลักเกณฑ์การจัดเก็บและอัตราภาษีอยู่ภายใต้ประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร  เงินได้ที่ต้องเสียภาษี มีอะไรบ้าง ? สำหรับเงินได้ที่ต้องเสียภาษี คือ เงินได้หรือรายได้ที่เราได้รับจากการทำงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส บำนาญ เป็นต้น ขั้นตอนและวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ขั้นตอนที่ 1 : รวบรวมข้อมูล “เงินได้ทั้งหมด” ตลอดปีภาษี ขั้นตอนแรกของการคำนวณภาษี คือการรวบรวมเงินได้พึงประเมิน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีภาษี เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง ค่าบริการจากการรับจ้างหรืออาชีพอิสระ รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน รายได้จากธุรกิจส่วนตัว ยอดรวมนี้เรียกว่า “เงินได้ทั้งหมด” […]

Digital Nomad Thailand คืออะไร วีซ่าไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “Digital Nomad Thailand” กลายเป็นคำค้นหายอดนิยมในหมู่คนทำงานออนไลน์จากทั่วโลก ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นสวรรค์ของสาย Remote Work เพราะค่าครองชีพสมเหตุสมผล อินเทอร์เน็ตดี อาหารอร่อย เมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แถมยังมีเที่ยวบินเชื่อมต่อไปหลายประเทศในเอเชียได้ง่ายอีกด้วย แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือ “ถ้าจะมาเป็น Digital Nomad ในไทย ต้องใช้วีซ่าอะไร ถึงจะถูกกฎหมายและอยู่ได้ยาวๆ ?” บทความนี้จะพาไปรู้จักวีซ่าหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมข้อควรรู้สำคัญสำหรับคนสนใจเรื่องวีซ่าในไทย “Digital Nomad” คือใคร Digital Nomad คือบุคคลที่ทำงานออนไลน์จากที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานประจำ ใช้เทคโนโลยี เช่น อินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน มีไลฟ์สไตล์แบบเคลื่อนที่ เปลี่ยนเมืองหรือประเทศตามความต้องการ รายได้ส่วนใหญ่มาจากงานออนไลน์หรือบริษัทต่างประเทศ เหมาะกับยุค Remote Work ที่เปิดโอกาสให้ทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ยกตัวอย่างอาชีพที่มักใช้คำว่า Digital Nomad เช่น โปรแกรมเมอร์ / Developer , นักการตลาดออนไลน์ / Digital Marketer , นักเขียนอิสระ / Copywriter / Blogger , UX/UI Designer , พนักงานบริษัทต่างประเทศที่ทำงานแบบ Remote 100% เป็นต้น  หลายประเทศทั่วโลกเริ่มออก “digital nomad visa” เพื่อดึงดูดคนกลุ่มนี้ เช่น มอลตา, โปรตุเกส, คอสตาริกา ฯลฯ ซึ่งมักกำหนดให้ผู้ขอวีซ่าต้องมีรายได้จากต่างประเทศ มีประกันสุขภาพ และไม่ไปแย่งงานคนท้องถิ่น โดยในประเทศไทยเองก็มีการดึงดูดคนกลุ่มนี้ โดยไม่ได้ใช้ชื่อว่า “Digital Nomad Visa” ตรงๆ แต่มีวีซ่าหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มคนทำงานรีโมตและผู้มีรายได้จากต่างประเทศ  ถ้าหาก Digital Nomad  ต้องการมาใช้ชีวิตในไทย วีซ่าใดบ้างที่ตอบโจทย์ ? ปัจจุบัน หากพูดถึง Digital Nomad Thailand วีซ่าที่เกี่ยวข้องหลักๆ คือ Destination Thailand Visa (DTV) – วีซ่าใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อDigital Nomad /Remote ork/ฟรีแลนซ์และกิจกรรม […]

เทคนิคบริหารภาษี SME ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลและสิทธิประโยชน์ที่ควรรู้!

ผู้ประกอบการ SME ควรใส่ใจและจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เรื่องภาษี เพราะภาษีมีผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ การเข้าใจภาษีจะช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมายและค่าปรับที่อาจเกิดจากการยื่นภาษีผิดหรือยื่นล่าช้า นอกจากนี้ยังช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้แม่นยำ เพราะรู้รอบภาษีและภาระที่ต้องชำระล่วงหน้า SME ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายอย่างที่ช่วยลดต้นทุน เช่น หักค่าใช้จ่าย 2–3 เท่า หรืออัตราภาษีพิเศษ หากไม่เข้าใจอาจพลาดสิทธิสำคัญไปโดยไม่รู้ตัว การทำบัญชีและภาษีอย่างถูกต้องยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ โดยเฉพาะเวลาขอสินเชื่อหรือทำสัญญากับคู่ค้า ข้อมูลภาษีที่จัดระบบดีจะช่วยให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน และกำไรได้แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการวางกลยุทธ์และการเติบโตในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน  โดยในบทความนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบบัญชีและภาษีนิติบุคคล อย่าง FDI A&A เราจะพาผู้ประกอบการไปดูกันว่า ภาษี SME ต้องดำเนินการอย่างไร สามารถวางแผนเพื่อลดหย่อนตรงส่วนใดได้บ้าง ถ้าพร้อมเเล้วสามารถติดตามได้ในบทความนี้ ธุรกิจ SME ต้องดำเนินการเสียภาษีอย่างไร ?  สำหรับการทำธุรกิจไม่ว่าจะทำธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ หากมีรายได้เกิดขึ้นหรือรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ก็ต้องดำเนินการตามกฏหมายกำหนด ซึ่งจะมีการเสียภาษีและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกันไป โดยมีประเภทภาษีที่ต้องชำระหลักๆ ที่ต้องรู้ 4 ประเภท ได้แก่ 1.ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีตามกฎหมายประมวลรัษฎากร ที่จัดเก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล   ดังนั้น ใครที่จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากผลกำไรเป็นประจำทุกปี   2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “VAT” คือ ภาษีที่จัดเก็บจากการขายสินค้า หรือการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ   โดยผู้ประกอบการที่มียอดขายมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ขอจดทะเบียน VAT อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มคือร้อยละ 7 จากยอดมูลค่าสินค้าและบริการ ซึ่งประกอบด้วย ภาษีขายคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้จดทะเบียน VAT เรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อในการขายสินค้าและบริการเป็นภาษีที่ต้องนำส่งกรณีขายมากกว่าซื้อ ภาษีซื้อคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการต้องชำระให้ผู้ขายในการซื้อสินค้า เป็นภาษีที่ขอคืนได้ถ้าน้อยกว่าภาษีขายในรอบนั้น โดยผู้ประกอบการจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ  แล้วนำส่งให้กับกรมสรรพากร    3.ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หรือ WHT (Withholding Tax) คือ การเสียภาษีรูปแบบหนึ่งที่มีการจัดเก็บล่วงหน้า ที่กำหนดให้ ”ผู้จ่ายเงิน” ซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือบริษัท มีหน้าที่ หักเงินส่วนหนึ่ง ไว้ก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่ ”ผู้รับเงิน” […]

ตัวอย่าง ESG ของบริษัทไทยที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนและการดำเนินธุรกิจในอนาคต

ในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย และผู้คนในสังคมที่สูงขึ้น องค์กรธุรกิจไม่อาจดำเนินงานเพียงเพื่อผลกำไรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การบริหารจัดการภายใต้กรอบดำเนินการในด้าน ESG (Environmental, Social, Governance) หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนความรับผิดชอบและความโปร่งใสขององค์กร รวมทั้งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ในบทความนี้ FDI ได้รวบรวม ตัวอย่าง ESG ของบริษัทชั้นนำในประเทศไทยที่ดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนอย่างจริงจังและประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ทั้งนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยการนำหลัก ESG มาใช้ในธุรกิจ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนได้ดีมากยิ่งขึ้น ทำไมองค์กรธุรกิจต้องให้ความสำคัญด้าน ESG ESG คือกรอบแนวทางในการบริหารความยั่งยืนขององค์กร ครอบคลุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคม และธรรมาภิบาลที่ดี การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของ แบบ 56-1 One Report ของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งบังคับใช้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ครบถ้วน และสามารถประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังสนับสนุนให้องค์กรจัดทำรายงานความยั่งยืน และกำหนดแนวทางเสริมสร้างคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนผ่านคู่มือ SET Sustainability Reporting Guide เพื่อยกระดับมาตรฐาน ESG ในภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่าง ESG ของบริษัทในไทยที่ประสบความสำเร็จด้านความยั่งยืน 1) PTT Global Chemical (PTTGC) : ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและ Net Zero PTT Global Chemical (PTTGC) เป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน โดยมีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงมีการจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปีอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ ESG ได้อย่างดีเยี่ยม ในรายงานความยั่งยืนพบว่า PTTGC ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อย GHG และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงมีโครงการด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ส่งผลให้องค์กรได้รับการประเมินในระดับดีเยี่ยมจากหลายสถาบันด้านความยั่งยืนในระดับสากล PTTGC จึงเป็นตัวอย่าง ESG ที่ชัดเจนขององค์กรไทยที่ผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างกลมกลืนและมีผลลัพธ์จับต้องได้   2) SCG / SCGP : ผู้นำด้าน Circular Economy และนวัตกรรมเพื่อสังคม SCG ถือเป็นบริษัทไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้าน ESG โดยถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศไทย และได้รับการประเมินว่าเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเข้มแข็ง […]

เปิดพิกัด 6 เทรนด์ธุรกิจ ดาวรุ่งมาแรงปี 2569

นับถอยหลังสู่ปี 2569 ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดปีนี้แล้ว มาดูกันว่ากลุ่มธุรกิจไหนบ้างที่น่าจับตาในการเติบโต เป็นอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และกระแสสังคมด้านสุขภาพ ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะกลุ่ม มาดูกันว่าใน 6 กลุ่มธุรกิจดาวเด่น ที่คาดว่าจะเติบโตสูง และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยจะมีธุรกิจไหนบ้าง ไปดูกันเลย  1.Health & Wellness  ธุรกิจดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุเติบโตต่อเนื่อง ผู้คนให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้นอย่างจริงจัง จะเห็นได้จากความใส่ใจในการดูแลร่างกายกันมากขึ้น และประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงสุดในปี 2569 โดยเฉพาะบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพเชิงรุก โอกาสทางธุรกิจหลัก ได้แก่ บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home Care Service) เช่น ผู้ดูแลรายวัน พยาบาลเยี่ยมบ้าน กายภาพบำบัดที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Senior Day Care / Nursing Home) เน้นบริการครบวงจร พักฟื้น ฟื้นฟูสุขภาพ และติดตามอาการผ่านระบบดิจิทัล อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สูงวัย เช่น ไม้เท้าอัจฉริยะ, อุปกรณ์เตือนล้ม, เครื่องมือแพทย์ใช้ในบ้าน, Smart Monitoring กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแบบบูรณาการ เช่น โยคะ สมาธิ โภชนาการเชิงสุขภาพ เวลเนสรีทรีต คลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกโรคอ้วน คลินิกชะลอวัย คลินิกกายภาพเฉพาะทาง การวิเคราะห์สุขภาพด้วย AI ปัจจัยผลักดันตลาด: สังคมสูงวัยแบบเต็มรูปแบบ ความต้องการฟื้นฟูสุขภาพหลังโควิด การเติบโตของเทคโนโลยีเฮลท์เทค (HealthTech)       2.Pet Care & Pet Humanization  เมื่อสัตว์เลี้ยงคือ “สมาชิกครอบครัว” จากความรักสู่ความผูกพันธุ์ระหว่างคนและสัตว์เลี้ยง Pet Humanization ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเจ้าของพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่ดีตามไปด้วย โอกาสธุรกิจที่น่าสนใจ: อาหารสัตว์เลี้ยงแบบ Organic / Functional / Premium โรงแรมสัตว์เลี้ยง, เดย์แคร์, โรงเรียนสุนัข บริการ Grooming & Spa ระดับพรีเมียม คลินิกสัตว์, โรงพยาบาลสัตว์มาตรฐานสูง ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance) สินค้าแฟชั่น […]

ต่างชาติจะทำธุรกิจในไทย ต้องรู้ Foreign Business Act คืออะไร ?

Foreign Business Act คืออะไร? ทำความเข้าใจพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 สำหรับชาวต่างชาติที่สนใจมาลงทุนหรือทำธุรกิจในประเทศไทย กฎหมายสำคัญข้อหนึ่งที่ต้องรู้จักคือ Foreign Business Act (FBA) หรือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กฎหมายฉบับนี้เป็น “ตัวกรอง” ว่าคนต่างด้าวจะทำธุรกิจอะไรได้บ้าง ภายใต้เงื่อนไขแบบไหน และต้องขออนุญาตก่อนหรือไม่ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและผู้ประกอบการไทย Foreign Business Act คืออะไร และมีที่มาอย่างไร Foreign Business Act, B.E. 2542 (1999) เป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย ใช้บังคับตั้งแต่ปี 2542 (1999) เป็นต้นมา โดยออกมาแทนกฎหมายเดิมคือ Alien Business Act พ.ศ. 2515 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและการลงทุนยุคใหม่ พระราชบัญญัตินี้กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความมั่นคงของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค การจ้างงาน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา โดยสรุป Foreign Business Act เพื่อกำกับให้การเข้ามาทำธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นไปในกรอบนโยบายที่ชัดเจน ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศและสังคมไทยโดยรวม ใครคือ “คนต่างด้าว” ตาม Foreign Business Act Foreign Business Act นิยาม “คนต่างด้าว” ไว้กว้างกว่าความหมายทั่วไป ไม่ได้หมายถึงแค่บุคคลสัญชาติอื่นเท่านั้น แต่รวมถึงนิติบุคคลที่มีโครงสร้างการถือหุ้นหรืออำนาจควบคุมโดยคนต่างชาติด้วย เช่น บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีสัญชาติไทย นิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของบุคคลหรือนิติบุคคลตาม (1) หรือ (2)  นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของ (1)(2) หรือ (3) ประเภทธุรกิจใดบ้างที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจ บางประเภทและบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี โดยประเภทธุรกิจจะแบ่งแยกเป็น 3 บัญชี ดังนี้  1.บัญชีหนึ่ง เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ  เช่น การทำการประมง การเลี้ยงสัตว์ การสกัดสมุนไพรไทย การค้าที่ดิน การทำนา ทำไรหรือสวน เป็นต้น  2.บัญชีสอง […]

การต่ออายุ work permit ต้องเตรียมตัวและดำเนินการอย่างไร ?

รวมคำถามและคำตอบที่เกี่ยวกับ ใบอนุญาตทำงาน (Work permit)  ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร ?  เอกสารที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ที่ออกโดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน  โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาให้ใบอนุญาตทำงานตามความจำเป็นของงานหรือตามที่ร้องขอในระยะเวลาที่อนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ได้แก่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และสูงสุด 2 ปีต่อครั้ง และต้องใช้คู่กับวีซ่าที่ถูกต้อง เช่น Non-B โดยเอกสารนี้ระบุชัดเจนว่าชาวต่างชาติทำงานตำแหน่งใด ที่ไหน และกับนายจ้างรายใด ห้ามทำงานนอกเหนือจากที่ระบุในใบอนุญาต หากเปลี่ยนนายจ้างหรือหน้าที่ต้องปรับปรุงข้อมูลทันที ซึ่งการทำงานโดยไม่มี Work Permit มีโทษทั้งแรงงานต่างชาติและนายจ้าง การมี Work Permit จะช่วยให้การทำงาน การขอใบอนุญาตอื่น และการตรวจแรงงานเป็นไปอย่างถูกต้อง จึงเป็นเอกสารสำคัญที่ชาวต่างชาติทุกคนต้องมีเมื่อต้องการทำงานในประเทศไทย รวมถาม-ตอบ คำถามสุดฮิตที่พบบ่อย  Question : การต่ออายุ ใบอนุญาตทำงาน (Work permit) ต้องดำเนินการภายในกี่วัน ?  Answer  : ควรจะต้องยื่นเรื่องขอต่ออายุใบอนุญาตหรือ Work Permit ก่อนที่จะหมดอายุ 30 วัน   Question : การยื่นเอกสารสำหรับต่อใบอนุญาตทำงานทำได้ที่ใดบ้าง ?  Answer  : การต่อใบอนุญาตทำงานได้ที่สำนักงานจัดหางานประจำจังหวัดที่อาศัยอยู่ หรือที่กรมการจัดหางานกรุงเทพมหานครและปริมณฑล   Question : ใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเอกสารการตรวจสอบคำขอต่อใบอนุญาตทำงานกี่วัน ? Answer : กรมการจัดหางานใช้เวลาพิจารณาคำขอต่อใบอนุญาตทำงานประมาณ 3-7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนคำขอ ความครบถ้วนถูกต้องของเอกสารร่วมด้วยเช่นกัน   Question :  หาก Work Permit หมดอายุแล้วไม่ได้ยื่นคำขอต่ออายุ แต่ยังคงทำงานอยู่ จะมีความผิดทางกฏหมายหรือไม่? Answer : มีความผิดทางกฏหมายเกิดขึ้น จะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   Question : หากนายจ้างเปลี่ยนชื่อบริษัท, ที่อยู่บริษัท หรือผู้ถือหุ้น ต้องต่ออายุหรือแก้ไข Work Permit ไหม? […]

Carbon Neutral Event จัดงานแบบไหนถึงเป็น Event ติดกรีน !

Carbon Neutral Event  จัดงานยุคใหม่ ทำไม ? ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม  อย่างที่เราทราบกันดีว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก (GHG)  ที่เป็นสาเหตุสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกิดผลกระทบ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความสำคัญ มีเป้าหมายร่วมกันในเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emission) ภายในปี พ.ศ. 2608  ทำความรู้จักกับ Carbon Neutral Event  Carbon Neutral Event  คือ การจัดอีเว้นต์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา ประชุม หรือกิจกรรมใดๆ โดยที่มีการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินการโดยวางแผนทุกขั้นตอน ใช้ทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด บริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมทั้งหมดของงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การเดินทางของผู้เข้าร่วม วัสดุอุปกรณ์ อาหาร หรือของเสียที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของกระบวนการจัดงาน โดมีการเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงานทั้งหมดจากนั้นจะชดเชยส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่ได้รับการรับรอง เพื่อทำให้งานนั้นเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งนี้เป้าหมายของ Carbon Neutral Event ไม่ใช่เพียงการจัดงานที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทาง ESG และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อีกด้วย ความแตกต่างระหว่างงานทั่วไป และ  Carbon Neutral Event “Carbon Neutral Event” คือแนวทางการจัดงานรูปแบบใหม่ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยแตกต่างจาก “งานอีเวนท์ทั่วไป” อย่างมีนัยสำคัญ งานทั่วไปมักมุ่งเน้นที่ความสวยงาม ความสะดวก และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง วัสดุอุปกรณ์ หรือของเสียที่เกิดจากงาน แต่สำหรับ Carbon Neutral Event ผู้จัดจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน โดย วัด (Measure) ปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงาน จากนั้นจึงวางแผน ลด (Reduce) การปล่อยในทุกมิติ เช่น ใช้พลังงานสะอาด ลดขยะและพลาสติกใช้ครั้งเดียว และสุดท้ายคือ ชดเชย (Offset) ส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนที่ได้รับการรับรอง การจัดงานลักษณะนี้จึงไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรในด้านความยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์เชิงบวก และเป็นก้าวสำคัญของวงการอีเวนต์สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง Low Carbon Event มีวัตถุประสงค์เหมือน Carbon Neutral Event หรือไม่ […]

เพิ่มมูลค่าธุรกิจให้เติบโตไปกับ FDI ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

FDI ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาภายในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยและเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทที่อยู่ในตลาด  ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุม 3 แผนสำคัญ ได้แก่ Business Growth Plan, Governance Plan และ Climate Action Plan โครงการ  JUMP+ คืออะไร ?   โครงการ JUMP+ คือโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียน มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ และการดำเนินการเพื่อเพิ่มมูลค่าของกิจการ รวมถึงการสื่อสารความคืบหน้ากับผู้ลงทุน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้าง Corporate Value ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ ผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตของบริษัท มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้มูลค่าหุ้นสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนในระยะยาว ปัจจุบันโครงการ JUMP+ และมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในปี 2571 โครงการ JUMP+ มุ่งดำเนินการตาม 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ แผนการเติบโตของธุรกิจ (Business Growth Plan) – การเสริมสร้างการเติบโตและเพิ่มศักยภาพ และมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธรรมาภิบาล (Governance Plan) – แผนยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล การกำกับดูแลขององค์กร เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Climate Action Plan) ส่งเสริมการดำเนินงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม รองรับแนวโน้มความยั่งยืนและ ESG เกี่ยวกับโครงการ Jump +  โครงการ  JUMP+ เป็นหนึ่งใน Flagship Projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ต้องการมุ่งส่งเสริมเพิ่มมูลค่า สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียน รวมถึงตลาดทุนไทย โดยการสนับสนุนจากกลุ่มตลาดหลักทรัพย์และเครือข่ายพันธมิตร ในการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ การขยายโอกาสทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 (ขยายเวลาการรับสมัครจากเดิม 30 ธันวาคม 2568 ) [อ่านคู่มือการใช้งานสมัครเข้าร่วมโครงการ การใช้งาน SETLink]  บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนอะไรบ้าง ?  1.การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เงินทุนสนับสนุนเพื่อจัดทำแผนงาน JUMP+ และการดำเนินการตามแผนงาน โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง สูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ เงินรางวัลสำหรับบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของบริษัทได้ตามเงื่อนไขกำหนด สูงสุด 500,000 […]

“ESG ปัจจัยและเครื่องมือสำคัญ” ที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน

ESG (Environment, Social, Governance)   ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน ภูมิทัศน์การลงทุนในศตวรรษที่ 21 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนสถาบันและรายบุคคลในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบที่บริษัทมีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี การเติบโตของกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ทั่วโลกสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้อย่างชัดเจน จากข้อมูลของ ESG Today ระบุว่ากองทุนยั่งยืนทั่วโลกมีมูลค่ารวมถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 ขณะที่ในประเทศไทย Bangkok Post รายงานว่าปี 2024 เป็นปีที่มีการเติบโตอย่างมากของกองทุน ESG ในตลาดทุนไทย แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการหลักการ ESG เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินทุนและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ทำไมนักลงทุนจึงเลือกจัดสรรเงินทุนไปยังบริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG ที่เข้มแข็งมากกว่าบริษัททั่วไป และปัจจัยใดที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในมิตินี้ ความหมายและความสำคัญของ ESG สำหรับนักลงทุน ESG ประกอบด้วยสามเสาหลักที่สะท้อนถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบขององค์กร ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ซึ่งครอบคลุมการจัดการทรัพยากร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสังคม (Social) ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อพนักงาน ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิมนุษยชน และความสัมพันธ์กับชุมชน และด้านการกำกับดูแลกิจการ (Governance) ที่ครอบคลุมโครงสร้างคณะกรรมการ ความโปร่งใส การควบคุมภายใน และจริยธรรมทางธุรกิจ สำหรับนักลงทุน ESG มิใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองทางจริยธรรม แต่เป็นกรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่ครอบคลุมมิติที่งบการเงินดั้งเดิมไม่สามารถสะท้อนได้ บริษัทที่มีการดำเนินงาน ESG ที่แข็งแกร่งมักมีความสามารถในการลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย เช่น การถูกฟ้องร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือแรงงาน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการประกอบธุรกิจที่ไม่โปร่งใส และความเสี่ยงในการดำเนินงานจากการขาดแคลนทรัพยากรหรือการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบ SET ESG Ratings 2024 เพื่อประเมินและจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนตามหลักการนี้ ขณะที่สถาบันไทยพัฒน์ได้คัดเลือกบริษัท ESG100 ประจำปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนสามารถอ้างอิงข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พฤติกรรมนักลงทุนกับ ESG การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ESG สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนทั้งในระดับสถาบันและรายบุคคล นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนรวมขนาดใหญ่ ได้นำหลักการ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการลงทุนอย่างเป็นทางการ สาเหตุหลักมาจากการที่สถาบันเหล่านี้มีภาระผูกพันระยะยาวต่อผู้รับผลประโยชน์ จึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือความไม่สมดุลทางสังคม ข้อมูลจาก Morningstar ในรายงาน U.S. Sustainable Funds […]

1 2 3 4 26