見逃せないタイの役立つ情報

รู้จักกับ “Smart mobility” ยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การเป็น Smart City อย่างแท้จริง

ในยุคที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และความต้องการของประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวคิด Smart Mobility ได้กลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เมืองสามารถเดินหน้าเข้าสู่ยุคของ Smart City อย่างเต็มตัว โดยไม่เพียงแต่ยกระดับประสบการณ์การเดินทางแบบอัจฉริยะ การสร้างโครงข่ายคมนาคม การขนส่งที่สะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น มาร่วมกันสำรวจ พร้อมหาคำตอบในบทความนี้ ที่จะพาไปรู้จักกับ “Smart mobility” ด้านการวางแผนเมืองและระบบการขนส่งอัจฉริยะ พร้อมแนวทางใช้งานจริง กับประโยชน์ต่อพลเมือง และการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับสากลกันผ่านบทความนี้  “Smart mobility” คืออะไร ?  สำหรับ Smart mobility เป็นส่วนสำคัญของแกนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ Smart City อย่างเต็มตัว โดยเป็นการพัฒนาโครงข่ายสัญจรอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล (ฺBig Data) ระบบอัตโนมัติ โครงข่ายเชื่อมต่อ และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของผู้คนและขนส่งสินค้าในเมือง การอุตสาหกรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยวในประเทศ  โดย Depa ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีมิติการพัฒนาได้หลายด้าน มีมิติที่สำคัญ 7 ด้านคือ 1) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 3) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 4) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 5) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 6) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 7) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)   จุดประสงค์หลักของ  Smart Mobility และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ “ระบบการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และตอบโจทย์คนเมือง” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  การเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ด้วยโครงข่ายสัญจรที่เชื่อมต่อกัน (Integration)  ที่จะมีส่วนช่วยสำคัญในการลดเวลาการเดินทาง ลดความแออัด และทำให้ระบบขนส่งทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์และระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ […]

รายงานตัว 90 วัน สำหรับต่างชาติพำนักในไทย ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

การรายงานตัว 90 วัน คืออะไร ? การรายงานตัว 90 วัน (หรือเรียกว่า 90-day reporting) คือข้อกำหนดตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองไทยที่กำหนดให้ ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเกิน 90 วัน ต้องแจ้ง ที่อยู่พักอาศัยปัจจุบัน ต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ 90 วัน เป็นไปตาม มาตรา 37(5) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพื่อให้ทางการทราบว่าชาวต่างชาติ ยังพำนักอยู่จริงในประเทศและพักอยู่ที่ไหนเป็นปัจจุบัน การรายงานนี้เป็น การยืนยันสถานะที่พักอาศัย ไม่ใช่การต่ออายุวีซ่าแต่อย่างใด โดยเป็นข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคนเข้าเมืองของประเทศไทย คนต่างชาติสามารถแจ้งที่พักอาศัยได้ ก่อน 15 วัน หรือหลัง 7 วัน นับจากวันครบกำหนด หากเกินกำหนด ชาวต่างชาติต้องมารายงานตัวด้วยตนเอง เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับ โดยจะถูกเปรียบเทียบปรับ 2,000 บาท   ชาวต่างชาติที่ถือวีซ่า ประเภทที่อนุญาตให้พำนักในไทยนานกว่า 90 วัน ได้แก่  1.ผู้ที่ถือวีซ่าทำงาน (Non-Immigrant B Visa) 2.ผู้ที่ถือวีซ่าเกษียณอายุ (Non-Immigrant O-A Visa) 3.ผู้ที่ถือวีซ่านักศึกษา (Non-Immigrant ED Visa) 4.ผู้ที่ถือวีซ่าคู่สมรส (Non-Immigrant O Visa)  5.ผู้ถือวีซ่าประเภทอื่นๆ ที่อนุญาตให้พำนักในประเทศไทยเกิน 90 วัน หมายเหตุ : แต่ถ้าหากชาวต่างชาติ ออกนอกประเทศไทยก่อนครบ 90 วันและกลับเข้ามาใหม่ การนับวัน 90 วันจะเริ่มต้นนับใหม่ตั้งแต่วันกลับเข้าประเทศ    ปรึกษายื่นขอ Visa & Work Permit    ขั้นตอนการรายงานตัว 1.การเตรียมเอกสารตามที่ทางราชการได้กำหนดไว้ให้ครบถ้วน  ตัวอย่างเอกสาร เช่น หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง , แบบฟอร์มรายงานตัว (TM.47) กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน , ใบอนุญาตการพำนักในประเทศไทย (Visa or Residence Permit) และเอกสารอื่นๆ […]

CO2e ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม คืออะไร ? พร้อมตัวอย่างการคำนวณ

CO2e คำนี้คืออะไร ? ที่พบบ่อยในรายงาน ESG / Sustainability Report CO2e (Carbon Dioxide Equivalent) หรือคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คือหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ที่ภาคอุตสาหกรรมปล่อยออกมา และแปลงค่าให้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลัก เนื่องด้วยก๊าซเรือนกระจกมีหลายชนิด  เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ CO₂, มีเทน CH₄,ไนตรัสออกไซด์ N₂O เพื่อให้วัดและเปรียบเทียบได้ในหน่วยเดียว เพราะหากไม่มีหน่วยกลางที่ทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐาน อาจส่งผลให้องค์กรไม่สามารถประเมินการปล่อยก๊าซในภาพรวมได้  CO2e จึงเป็นเหมือนภาษากลางของวงการอุตสาหกรรมและองค์กรที่มีการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นการรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ,ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร , ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ , การทำรายงาน ESG , การทำคาร์บอนเครดิต ล้วนแล้วแต่มีการใช้ CO2e  เป็นหน่วยในการคำนวณทั้งสิ้น  ตัวอย่างการแปลงค่า CO2e แบบเข้าใจง่าย สมมติว่า ปล่อยมีเทน 1 ตันมีค่า GWP ≈ 28 เท่าของ CO₂จะเท่ากับ 28 ตัน CO₂e จึงเป็นที่มาของหน่วยนี้  “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e)” เพื่อให้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบของก๊าซเรือนกระจกหลายชนิดได้ด้วยหน่วยเดียวกันสำหรับใช้รายงาน     รู้หรือไม่? GWP คืออะไร ?  โดยการเปรียบเทียบนั้นอาศัยหลักการ Global Warming Potential (GWP) ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงว่าแต่ละชนิดของก๊าซเรือนกระจกมีความร้อนสูงกว่า CO₂ มากเท่าใดเมื่อวัดในช่วงเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปเป็น 100 ปี)    CO₂e ใช้ในส่วนไหนของรายงานสิ่งแวดล้อมบ้าง 1.คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เมื่อองค์กรต้องคำนวณการปล่อย GHG ทั้งหมด (Scope 1–3) ตัวเลขที่ใช้จะเป็น CO₂e เพื่อแสดงผลรวมของการปล่อยก๊าซทุกชนิดที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อน ใช้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก พลังงาน , เชื้อเพลิง , การเดินทางและของเสีย โดยรายงานเป็น tCO₂e ต่อปี 2. เป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero […]

เอกสาร Work Permit ต้องใช้อะไรบ้าง? รวมคำถามพบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน

เอกสารและคุณสมบัติในการขอ Work Permit สำหรับต่างชาติ  ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทยจะต้องมีใบอนุญาตทำงานด้วยจึงจะสามารถทำงานในประเทศไทยได้ และต้องมีบริษัทว่าจ้างงานต่างชาติชัดเจน โดยบริษัทและชาวต่างชาติจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฏหมายได้ระบุเอาไว้ดังนี้  1.บริษัทต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย  2.มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้าน  และมีพนักงานคนไทย 4 คน ต่อการจ้างงานชาวต่างชาติหนึ่งใบอนุญาต 3.หากเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ต้องมีทุกจดทะเบียนอย่างน้อย 3 ล้านบาท ต่อการจ้างงานชาวต่างชาติหนึ่งใบอนุญาต แต่หากเป็นกรณีที่บริษัทภายใต้การส่งเสริมโดย BOI คุณสมบัติในบางข้อจะได้รับพิจารณายกเว้น แต่ถึงอย่างไรบริษัทก็ต้องมีการแจ้งต่อ BOI ถึงความจำเป็นในการจ้างพนักงานต่างชาติมาทำงาน    คุณสมบัติของชาติที่จะยื่นขอ Work Permit 1.ยื่นขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้อง 2.มีประวัติการศึกษาและการทำงานที่สอดคล้องกับงานในตำแหน่งนั้น ๆ  3.มีร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคร้ายแรง และไม่ติดสารเสพติด   เอกสารที่ต้องใช้เพื่อขอใบอนุญาตทำงาน เอกสารที่ใช้ในการขอใบอนุญาตทำงานแบ่งเป็นส่วนหลัก ๆ คือ เอกสารของนายจ้าง (บริษัทที่จ้าง) และ เอกสารของลูกจ้าง (ชาวต่างชาติ) เอกสารของนายจ้าง (บริษัทที่จ้าง) ใบจดทะเบียนนิติบุคคล และรายชื่อผู้ถือหุ้น แบบฟอร์มขอใบอนุญาตทำงาน ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และหลักฐานการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม สัญญาจ้างงานระหว่างบริษัทและบุคคลต่างชาติ และเอกสารอื่น ๆ สามารถปรึกษา FDI ได้เช่นกัน  เอกสารของลูกจ้าง (ชาวต่างชาติ) หนังสือเดินทางตัวจริง และสำเนาหน้าตราประทับวีซ่าคนอยู่ชั่วคราว, หน้าตราประทับขาเข้าประเทศไทยล่าสุด และหน้าแรกที่มีรูปถ่ายและข้อมูลทางชีวภาพ สำเนาใบรับรองการศึกษา หรือใบปริญญา หนังสือรับรอง และใบอนุญาตอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และเอกสารอื่น ๆ สามารถปรึกษา FDI ได้เช่นกัน    รวมคำถามที่พบบ่อย FAQ : เกี่ยวกับ Work Permit ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย  1. ชาวต่างชาติต้องมี Work Permit ก่อนเริ่มทำงานหรือไม่ ? ต้องมีใบอนุญาตก่อนทำงาน ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติห้ามทำงานก่อนได้รับใบอนุญาตทำงาน แม้จะมีวีซ่าประเภททำงาน (Non-B) แล้วก็ตาม วีซ่าเป็นเพียงสิทธิ์ในการพำนัก แต่ Work Permit คือสิทธิ์ใบอนุญาตในการทำงานจริง 2.ใช้เวลานานแค่ไหนในการขอ Work Permit ? โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3–7 วันทำการ หลังจากยื่นเอกสารครบถ้วน แต่ระยะเวลาอาจแตกต่างตามพื้นที่ยื่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  3.Work […]

FAQs : รวมถาม – ตอบ คำถามพบบ่อย Non-B Visa วีซ่าทำงานในไทย

การขอวีซ่าทำงานในไทย โดยเฉพาะประเภท Non-Immigrant B Visa เป็นหนึ่งในหัวข้อที่คนทำงานหรือนักลงทุนต่างชาติสอบถามกันเข้ามาจำนวนมาก เพราะมีหลายประเด็นที่ทั้งนายจ้างและผู้ถูกว่าจ้างต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนดำเนินการจริง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานจาก FDI Group ได้รวบรวมข้อมูลคำถามที่มาพร้อมคำตอบ ในบทความนี้จะรวบรวมคำถาม 10 ข้อที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่ชัดเจน ที่จะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านมีความเข้าใจได้ในบทความนี้ Question : วีซ่า Non-B Visa คืออะไร ? Answer : Non-Immigrant B Visa คือ วีซ่าประเภทธุรกิจที่ออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงาน หรือเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนที่จะยื่นขอ Work Permit (ใบอนุญาตทำงาน) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถทำงานได้จริงในไทย โดยจะออกให้สำหรับผูัที่ประสงค์จะเดินทางมาไทยเพื่อทำงาน ติดต่อธุรกิจ เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วจะอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ 90 วัน และหากเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว จึงสามารถยื่นขอต่อวีซ่า Non-B เป็นระยะเวลา 1 ปีได้  Question : วีซ่า Non-B Visa มีกี่ประเภท Answer :  : จะมี 2 ประเภท คือ  1.แบบเข้าได้ครั้งเดียว (Single-Entry) มีอายุ 3 เดือน นับจากวันที่ยื่นขอวีซ่า และใช้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 90 วัน 2.แบบเข้าได้หลายครั้ง (Multiple-Entry) มีอายุ 1 ปี นับจากวันที่ยื่นขอวีซ่า และใช้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ออกให้เฉพาะกรณีติดต่อธุรกิจ Question : ต้องมี Work Permit ร่วมกับ Non-B Visa หรือไม่ ? Answer : แม้ว่าคุณจะมี Non-Immigrant B Visa แล้วก็ยัง ไม่สามารถทำงานได้ทันที จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน ซึ่งต้องยื่นขอแยกต่างหากหลังจากเข้ามาในไทยแล้วภายในเวลาที่กำหนด Question : คุณสมบัติและเงื่อนไขเบื้องต้นอะไรบ้างที่นายจ้างและต่างชาติต้องรู้ Answer : ในส่วนของนายจ้างต้องทราบถึงว่าบริษัทอยู่ในสถานะบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย  มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด มีพนักงานชาวไทยตามสัดส่วนที่กำหนด (ขึ้นกับประเภทธุรกิจและจำนวนต่างชาติ) พร้อมการเตรียมเอกสารรับรองการว่าจ้างให้ครบถ้วน และสำหรับชาวต่างชาติ จะต้องยื่นขอ Non-Immigrant […]

เทียบให้ชัด Carbon Neutral VS Net Zero Emission แตกต่างกันอย่างไร

ในยุคภาวะโลกเดือดที่ร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบรวมถึงเกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการเกิดมหันตภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นพายุขนาดใหญ่ ภัยแล้งที่ยาวนาน คลื่นความร้อนต่างๆ โดยปัญหาเหล่านี้เป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งกำลังกลายเป็นวิกฤตระดับโลกที่ทุกคนไม่อาจละเลยได้ จากปัญหาดังกล่าว แนวคิด “Carbon Neutral” หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน  และ “Net Zero” หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จึงเป็นเป้าหมายสำคัญต่ออนาคตของโลก ที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยต่างร่วมกันผลักดันให้การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้นในทุกปี ซึ่งในบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจว่า Carbon Neutral และ Net Zero Emission มีความแตกต่างกันอย่างไร เหตุใด? การดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวถึงเป็นเรื่องที่สำคัญต่ออนาคตของโลก  เข้าใจใน Carbon Neutral VS Net Zero Emission แตกต่างกันอย่างไร “Carbon neutrality” หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน คือ การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CO2) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาผ่านการปลูกป่าหรือวิธีการอื่นๆ ในส่วนของการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral อาจจะทำในเป้าหมายระดับบุคคล องค์กร หรือประเทศ สามารถทำได้โดยการ “ลด” และ “ชดเชย” (lower & offset) โดยการพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นสามารถเริ่มได้จากการตรวจสอบในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาการจัดการหรือลดกิจกรรมบางอย่างที่ไม่จำเป็น โดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการของเสียที่สะอาดขึ้น หรือการใช้พลังงานทางเลือกพลังงานสะอาด เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น ทั้งนี้หากการพยายามลดแต่ยังคงมีการปล่อยคาร์บอนอยู่ก็จะสามารถชดเชย หรือ Offset คาร์บอนที่ยังมีการปล่อยจากการดำเนินงานอยู่ จะถูกนำไปลดคาร์บอนผ่านกิจกรรมอื่นๆ เช่น การปลูกป่า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน หรือการซื้อคาร์บอนเครดิต เป็นต้น ในส่วน “Net zero emissions” หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ คือ การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสมดุล เท่ากับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดูดซับออกจากชั้นบรรยากาศ หรือเข้าใจโดยง่ายคือปล่อยออกไปเท่าไหร่ต้องดูดกลับคืนได้ทั้งหมดเป็นศูนย์  ซึ่งในสภาวะสมดุลนี้ก็ไม่เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ และหากทุกประเทศทั่วโลกสามารถบรรลุเป้า net zero emissions ได้ ก็แปลว่าเราสามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนเกิน ที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนได้ โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า net zero emissions จะคล้ายกับ carbon neutrality แต่เป็นมิติที่กว้างกว่าแค่การปล่อยคาร์บอน คือ […]

10 วิธีลดก๊าซเรือนกระจกและประหยัดพลังงานง่ายๆ คุณก็ทำได้ในทันที

ทำไมต้องลดก๊าซเรือนกระจก? มีความสำคัญอย่างไร อย่างที่เราคุ้นเคยและเข้าใจในเนื้อหาของการลดโลกร้อนที่นานาประเทศมีการรณรงค์ ร่วมมือกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน สภาพอากาศสุดขั้ว ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงด้านอาหารทั่วโลก ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือพร้อมกันของธุรกิจ คนทั่วไป และภาครัฐ อย่างเร่งด่วน สำหรับภาคธุรกิจ การลดการปล่อยคาร์บอนช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ต้นทุนพลังงาน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่คนทั่วไปมีบทบาทสำคัญผ่านพฤติกรรมการใช้พลังงาน การเดินทาง การบริโภค และการจัดการขยะ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้างจะสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนภาครัฐมีหน้าที่กำหนดนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และแรงจูงใจเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ดังนั้น การร่วมมือกันลดก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่คือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตที่ยั่งยืนของมนุษยชาติในระยะยาว รู้หรือไม่.. ก๊าซเรือนกระจกมีกี่ชนิด ? ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมีหลายชิดด้วยกัน ทั้งก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในธรรมชาติและก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งสำหรับโครงการ T-VER ที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของเอฟ ดี ไอ จะพิจารณาก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ 1) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) , 2)ก๊าซมีเทน (CH4) , 3) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) , 4) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) , 5) ก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) ,  6) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) , 7) ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) ทำไมเราต้องลดก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ ก๊าซเรือนกระจก เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลให้เกิด อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกิดภาวะโลกเดือด สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก ส่งผลกระทบวงกว้างต่อธรรมชาติ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ  น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่าเพิ่มขึ้น กระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่เพียงการ “ช่วยโลก” แต่คือการ ปกป้องคุณภาพชีวิตของเราทุกคนในระยะยาวอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น   ในบทความนี้จึงรวบรวม 10 วิธีลดก๊าซเรือนกระจกที่ทำได้จริงจากที่บ้าน เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกได้ทันที ด้วยวิธีการง่ายๆ  1. การใช้เครื่องปรับอากาศและตั้งอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสม เครื่องปรับอากาศเป็นแหล่งใช้พลังงานสูงในบ้าน การตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ  2. ปิดไฟและถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน ไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล […]

เปลี่ยนประเภทวีซ่าเป็นวีซ่า Non B (Non-Immigrant B) ต้องทำอย่างไร ?

Visa Non-B คือวีซ่าอะไร ?  สำหรับ Visa Non-B (Non-Immigrant B) คือวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำงานหรือประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย ใช้สำหรับการทำงานในบริษัทไทย เป็นผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ามาติดต่อธุรกิจ เช่น ประชุม เจรจา เปิดบริษัท วีซ่า Non-B ไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยว และไม่สามารถทำงานได้หากยังไม่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) โดยปกติวีซ่าจะมีอายุเริ่มต้น 90 วัน และสามารถขอต่ออายุเป็น 1 ปีได้ ก่อนวีซ่าหมดอายุ 30 วัน โดยที่ผู้ถือวีซ่าต้องขอ Work Permit เพิ่ม และรายงานตัวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุก 90 วัน คุณสมบัติของต่างชาติที่จะยื่นขอ Visa Non-B ต้องถือวีซ่าประเภท  Tourist Visa หรือ Transit Visa เท่านั้น เช่น วีซ่า Non-O และวีซ่าประเภทอื่น ๆ จะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวีซ่า Non – B ได้ ทั้งนี้หากเป็นวีซ่าประเภทอื่น ๆ สามารถปรึกษา FDI เพิ่มเติมได้ อายุของวีซ่าต้องมีระยะเวลาเหลือไม่ต่ำกว่า 15 วัน ก่อนวีซ่าหมดอายุ ต้องมีเงินเดือนตามกฏหมายกำหนด การขอ Visa Non-B สามารถยื่นขอได้อย่างไรได้บ้าง การยื่นขอจากต่างประเทศก่อนเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย การขอเปลี่ยนวีซ่าในไทย ขั้นตอนการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน  ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อพูดคุยและขอคำปรึกษาได้เลยทันที โทร : (02) 642-6866, (02) 642-6869, (02) 642-6895 , Line ID : fdigroup  เจ้าหน้าที่นำส่งใบเสนอราคา และชำระค่าบริการ โดยแบ่งชำระตามรอบดำเนินการเป็น 2 งวด งวดละ 50% หรือเต็มจำนวน ก่อนเริ่มดำเนินการ การเตรียมเอกสาร ให้ถูกต้อง ครบตามที่ระบุ โดยการดูแลใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ FDI นัดหมายยื่นวีซ่า ทีมผู้เชี่ยวชาญนัดหมายลูกค้าเพื่อยื่นวีซ่า โดยเจ้าหน้าที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น […]

Smart Factory กับการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์และห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงระดับโลก ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านเทคโนโลยี และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ [1] การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่แม่นยำทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่ากลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเข้าสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภายใต้มาตรการทางการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป [2] Smart Factory จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกทางเทคโนโลยี แต่เป็นแนวทางการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ที่ผสานดิจิทัลไลเซชันเข้ากับเป้าหมายความยั่งยืน บทความนี้จะวิเคราะห์บทบาทของโรงงานอัจฉริยะในการสร้างระบบติดตาม วัดผล และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการรับรองมาตรฐานสากลและการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว แนวคิดและความหมายของ Smart Factory ในมิติความยั่งยืน Smart Factory คือ ระบบนิเวศการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผ่านการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) อย่างลึกซึ้ง [3] ความแตกต่างที่ชัดเจนจากโรงงานดั้งเดิมอยู่ที่การทำลาย “ไซโล” ของข้อมูล โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากชั้นปฏิบัติการสู่ชั้นบริหารแบบเรียลไทม์ ในบริบทของความยั่งยืน Smart Factory ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ประมวลผลข้อมูลสิ่งแวดล้อม” ที่เปลี่ยนกิจกรรมการผลิตทุกขั้นตอนให้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่ติดตามได้เกี่ยวกับการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และการปล่อยมลภาวะ สิ่งนี้ทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนจากการคาดคะเน (Estimation) สู่การวัดผลที่แม่นยำ (Precise Measurement) และการจัดการแบบก้าวหน้า (Proactive Management)      เทคโนโลยีขับเคลื่อนความยั่งยืนในโรงงานอัจฉริยะ 3.1 เครือข่ายเซนเซอร์และเทคโนโลยี IoT เซนเซอร์แบบฝังตัว (Embedded Sensors) และอุปกรณ์ IoT ทำหน้าที่เป็นตัวรับรู้ (Sensory Organs) ของโรงงาน โดยรวบรวมข้อมูลการใช้งานพลังงานของเครื่องจักรแต่ละหน่วย อุณหภูมิกระบวนการ และการไหลของวัสดุอย่างต่อเนื่อง [4] ข้อมูลระดับอนุกรมวิธานนี้ช่วยระบุจุดสูญเสียพลังงาน (Energy Loss Hotspots) และโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงทรัพยากร (Resource Efficiency) ที่ไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยวิธีดั้งเดิม 3.2 การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงและคลาวด์คอมพิวติ้ง (Advanced Data Analytics and Cloud Computing) ข้อมูลจากเซนเซอร์จำนวนมหาศาลถูกประมวลผลและวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือเชิงสถิติและแบบจำลองบนแพลตฟอร์มคลาวด์ การวิเคราะห์นี้สามารถเผยให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวแปรการผลิต (เช่น ความเร็วเครื่องจักร อุณหภูมิ) กับปริมาณการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้สามารถกำหนดพารามิเตอร์การทำงานที่เหมาะสมที่สุดเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Eco-optimal Parameters) [5] 3.3 ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องอัลกอริทึม AI/ML สามารถสร้างแบบจำลองพยากรณ์ (Predictive Models) สำหรับการใช้พลังงานและความต้องการวัสดุ โดยการเรียนรู้จากข้อมูลประวัติศาสตร์และการทำงานในปัจจุบัน [6] นี่ช่วยในการปรับตารางการผลิต (Production […]

ถอดบทสัมภาษณ์ : ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร? เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มข้นมากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นได้ชัดเลยในปี 2026 ที่มีการบังคับใช้ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เป็นกลไกของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดราคาคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้าบางประเภทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) และสร้างความเท่าเทียมกับผู้ผลิตใน EU ที่มีต้นทุนคาร์บอนสูงกว่า แน่นอนว่าผู้ประกอบการที่เตรียมตัวพร้อมแล้วในปีที่ผ่านมาย่อมได้เปรียบมากกว่าในประเด็นดังกล่าว แต่สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังดำเนินการ FDI Group ในบทบาทของที่ปรึกษาธุรกิจ ที่จะมาแนะนำ คลายความกังวลให้ผู้ประกอบการที่กำลังดำเนินการในประเด็นดังกล่าว โดยในบทสัมภาษณ์นี้ จะพาไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ด้าน BCG โดย คุณณัฐวุฒิ สว่างเพาะ Sales & Consulting Engineer Supervisor (BCG) ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอรฟุตพริ้นท์ทั้งองค์กร (CFO) และผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อถอดบทเรียน แนวคิด และประสบการณ์จริงในประเด็น “ผู้ประกอบการต้องทำรายงาน CBAM อย่างไร เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน” ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมข้อมูลคาร์บอน การจัดทำรายงานให้ถูกต้อง ไปจนถึงการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม รวมถึงคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการเพิ่มเติม ในบทบาทของที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ผ่านมา ในฐานะที่ปรึกษาต้องทำอะไรบ้าง ? ในตลอดระยะเวลาที่เป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้กับองค์กรต่างๆมา นอกจากเราจะเข้าไปช่วยในการจัดเตรียมข้อมูลการรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกแล้วนั้น เรายังช่วยองค์กรในด้านการวางแผนพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการลดต้นทุน ทั้งด้านพลังงาน ด้านวัตถุดิบ วางแผนการขนส่งอย่างมีระบบ โดยจากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดซัพพลายเชนขององค์กรด้วย จึงจะเป็นการวางแผนเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง เพราะฉะนั้น เราไม่เพียงแต่เข้าไปประเมินผลให้กับทางองค์กร เรายังเข้าไปช่วยแนะนำวิธีการแก้ปัญหา และเสนอแนะทางเลือกต่างๆให้กับทางองค์กรนำไปพิจารณาเพิ่มเติมครับ อย่างที่ทราบว่ามาตรการ CBAM ที่จะเริ่มปรับภาษีจริงในปี 69 มีกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าใดบ้าง ? ที่ได้รับผลกระทบถูกบังคับใช้เป็นกลุ่มแรก และมีแผนจะครอบคลุมสินค้าประเภทอื่นในอนาคตหรือไม่ ? ในระยะแรก (Transition Period) จนถึงการเริ่มเก็บภาษีจริงในปี 2569 ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้าหลัก ที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของคาร์บอนสูง ได้แก่: เหล็กและเหล็กกล้า อลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน แผนในอนาคต : สหภาพยุโรป (EU) มีแผนที่จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบ ETS (Emission Trading […]

1 2 3 4 5 29