外国直接投資(FDI)

ไม่รู้ไม่ได้แล้ว ! ก่อนจดทะเบียนการค้าต้องรู้เรื่องนี้ เอกสารต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

ทำไมต้องมีการจดทะเบียนการค้า ถ้าไม่จดทำได้หรือไม่ ?  การจดทะเบียนการค้า คือ การที่ผู้ประกอบการธุรกิจหรือผู้มีรายได้จากการขายสินค้า/บริการ แจ้งชื่อและรายละเอียดกิจการของตนต่อสำนักงานพาณิชย์ หรือเทศบาลท้องถิ่น เพื่อให้ได้รับ “ทะเบียนพาณิชย์” ซึ่งเป็นเอกสารแสดงว่าบุคคลนั้นประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใครมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนการค้า ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ที่ประกอบกิจการค้าหรือบริการเพื่อหารายได้ ต้องทำการจดทะเบียนการค้าภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มกิจการ โดยผู้ที่มีหน้าที่ในการจดทะเบียนพาณิชย์ตามที่กรมธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ได้แบ่งไว้มีทั้งหมด 5 ประเภท ดังนี้ บุคคลธรรมดาคนเดียวหรือกิจการที่มีเจ้าของคนเดียว บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด นิติบุคคลต่างประเทศที่มาตั้งสำนักงานสาขาภายในประเทศไทย 1. กิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ธรรมดา (บุคคลธรรมดา) กลุ่มนี้คือ บุคคลทั่วไปที่ประกอบธุรกิจ ในนามตนเอง โดยไม่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) ตัวอย่างกิจการที่เข้าข่าย ร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก-ส่ง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านนวดแผนไทย ร้านเสริมสวย ร้านซักอบรีด ธุรกิจขายของออนไลน์ (Shopee, Facebook, IG, Tiktok ฯลฯ) รับทำเว็บไซต์ ออกแบบกราฟิก รับพิมพ์งาน ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ประจำหรือประกอบธุรกิจชัดเจน หมายเหตุ : กรณีขายของออนไลน์ หากเป็นการค้าต่อเนื่อง มีรายได้ประจำ และโปรโมทธุรกิจ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ธรรมดาตามกฎหมาย 2. กิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์นิติบุคคล กลุ่มนี้คือกิจการที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแล้ว และต้องยื่นขอจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเติมเพื่อแสดงว่ากิจการมีการดำเนินการจริง ประเภทนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียน บริษัทจำกัด (บจก.) ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ข้อดี-ข้อเสียการจด หจก. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน กิจการร่วมค้า (Joint Venture) บริษัทต่างชาติที่มาจดทะเบียนเป็นสาขาในไทย ประเภทธุรกิจของนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียนการค้า ค้าส่ง ค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง ผลิตสินค้า บริการ เช่น ที่ปรึกษา วิศวกรรม ออกแบบระบบ โรงงานแปรรูปสินค้า อาหาร เสื้อผ้า ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจเทคโนโลยี เช่น Software, App, Platform ฯลฯ กิจการใดบ้างที่ไม่ต้องจดทะเบียนการค้า  กิจการบางประเภท ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนการค้า เนื่องจากลักษณะการดำเนินกิจการ ไม่เข้าข่าย “การค้าเพื่อแสวงหากำไร” แบบธุรกิจทั่วไป หรืออยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะด้านอื่น ๆ […]

“แจกฤกษ์ดี ปี 68 “ ครึ่งปีหลัง สายมูต้องอ่าน เปิดบริษัทจำกัดให้เฮงยิ่งกว่าเดิม !

ฤกษ์เปิดบริษัทจำกัด ปี 68 เดือนไหนดี ? รวมวันมงคลเสริมดวงธุรกิจรุ่งตลอดปี ความเชื่อเรื่อง “ฤกษ์มงคล” หรือ “เวลาดี” ในการเปิดบริษัทหรือกิจการร้านค้า เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และคนรุ่นก่อนที่มักกล่าวว่า “เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “วัน-เวลา” ในการเริ่มกิจกรรมสำคัญ เช่น การเปิดบริษัทหรือกิจการ ที่มีความหมายมากกว่าการเลือกวันตามปฏิทินธรรมดาก่อนเปิดกิจการ ร้านค้า หรือทำธุรกิจ รวมถึงการตั้งชื่อมงคล อย่างที่เราจะเห็นชื่อบริษัทที่นิยมตั้ง โดยมีความเชื่อว่าจะส่งเสริมให้กิจการนั้นรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นพึ่งพาทางจิตใจ สร้างขวัญและกำลังใจ  เสริมสร้างพลังบวกที่ดี และมีผลทาง “จิตวิทยา” อย่างชัดเจนให้กับเจ้าของธุรกิจ แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องของความเชื่อ แต่หากมองในเชิงจิตวิทยาและวัฒนธรรม การเลือกฤกษ์มงคลไม่ได้หมายถึงความงมงาย หากแต่เป็นการวางกรอบเวลาเพื่อเริ่มต้นอย่างมีระบบ มีแบบแผน และช่วยยึดโยงการตัดสินใจเข้ากับสภาพแวดล้อมและความเชื่อของผู้ก่อตั้ง ฤกษ์เปิดบริษัทจำกัดคืออะไร ? “ฤกษ์เปิดบริษัท” หมายถึง วันและเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การจดทะเบียนบริษัท การเซ็นเอกสารสำคัญ เปิดป้ายบริษัท หรือเริ่มขายของวันแรก โดยมักเลือกให้ตรงกับวันมงคลตามปฏิทินจันทรคติไทย จีน หรือหลักโหราศาสตร์ที่เจ้าของกิจการนับถือ แม้ไม่มีข้อกฎหมายว่าต้องมีฤกษ์เปิดบริษัท แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หลายบริษัทเลือกใช้ฤกษ์ดีเพื่อเริ่มต้นอย่างมีพลัง และเชื่อว่าจะช่วยหนุนโชคลาภ ความสำเร็จ และลดอุปสรรคในอนาคตได้  พิกัดวันฤกษ์ดีครึ่งปีหลัง ปี 2568 ตามปฏิทินโหราศาสตร์ไทย ข้อมูลจากสถาบันโหราศาสตร์ไทยและเว็บไซต์ปฏิทินมงคลหลายแห่ง เช่น payakorn.com และ sanawee.com ได้คัดเลือกวันดีที่เหมาะสมกับการเปิดกิจการในปี 2568 (ปีมะโรงธาตุดิน) โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี ได้แก่ ฤกษ์ดีรายเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม 2568 เดือนกรกฎาคม 2568 วันที่ 5 กรกฎาคม (เทวีฤกษ์) วันที่ 15 กรกฎาคม (มหัทธโนฤกษ์) วันที่ 26 กรกฎาคม (ราชาโชค) เดือนสิงหาคม 2568 วันที่ 2 สิงหาคม (เทวีฤกษ์) วันที่ 11 สิงหาคม (มหัทธโนฤกษ์) วันที่ 24 สิงหาคม (ราชาโชค) เดือนกันยายน 2568 วันที่ 6 […]

เข้าใจคาร์บอนเครดิต ประเทศไทยใน 5 นาที! กลไกสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง จึงจำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญในการจัดการปัญหานี้โดยเร่งด่วน ซึ่ง “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) ถือเป็นอีกเครื่องมือที่สำคัญ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในประเทศไทย ปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นช่วงเร่งเดินหน้านโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และ เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2608 ซึ่งเราจะเห็นได้จากนโยบายต่าง ๆ ทางด้านกฏหมายที่เริ่มจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น ร่าง พ.ร.บ. ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมมลพิษต่าง ๆ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น0 คาร์บอนเครดิต คืออะไร ? “คาร์บอนเครดิต” คือ การนำกลไกของตลาดมาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งถ้าหากองค์กรใดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่า หรือน้อยกว่าปริมาณที่ปล่อยปกติ หรือมีการดำเนินการที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้นจากการดูดซับปกติ ปริมาณที่ปล่อยได้มีการลดลงหรือดูดซับได้เพิ่มมากขึ้นนี้ จะเรียกว่า คาร์บอนเครดิต โดยหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้ 1 หน่วย เท่ากับ 1 ตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือเทียบเท่า เช่น มีโครงการปลูกป่า 1 โครงการ หากสามารถดูดซับก๊าซ CO₂ ได้ 100 ตัน โครงการนั้นก็จะมีสิทธิได้รับคาร์บอนเครดิต 100 หน่วย ซึ่งสามารถนำไป “ขาย” ให้กิจการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ เพื่อทำการชดเชยในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรนั่นเอง รูปแบบและประเภทของคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยอาจจำแนกอย่างกว้างได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่มีการลดหรือเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction/Avoidance Projects) เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงกว่ากรณีปกติ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่ดูดกลับก๊าซเรือนกระจกมากักเก็บไว้ (Carbon Removal Projects) เช่น การปลูก ดูแลรักษา หรือฟื้นฟูป่าไม้, BioEnergy with Carbon Capture and Storage (BECCS), Direct Air Carbon Capture (DAC), Direct Ocean […]

จัดงานอีเว้นท์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษา Carbon Neutral Event

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก แนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมถึง “การจัดงาน” ไม่ว่าจะเป็นงานสัมมนา งานประชุม งานสานสัมพันธ์คู่ค้าระหว่างองค์กร หรืองานอีเวนต์ต่างๆ ซึ่งหลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดงานที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับก็คือ Carbon Neutral Event ที่เป็นการจัดงานเพื่อคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในแต่ละส่วนของการดำเนินงาน ในขณะที่งานอีเว้นท์เองก็ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ บทความนี้จะพาทุกท่านทำความเข้าใจว่า Carbon Neutral Event คืออะไร มีขั้นตอนการจัดงานอย่างไร และควรดำเนินการชดเชยคาร์บอนอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์ขององค์กร จัดงานอีเว้นท์ยุคใหม่ ไม่ใช่จัดแบบไหนก็ได้! แต่ต้องรักษ์โลกด้วย Carbon Neutral Event อย่างที่ทราบกันดีว่าในสภาวะปัจจุบันโลกมีผลกระทบที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน หนึ่งในนั้นคือปัญหาด้านสภาวะอากาศที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นทั้งการใช้พลังงาน การเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง หารใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์ก็เช่นกัน ที่ต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้า การค้างคืนของผู้จัดงาน ผู้ร่วมงาน การเดินทางมาร่วมงาน การใช้พลังงานในการประกอบอาหาร การกำจัดของเสีย อาหารเหลือทิ้งในการจัดงาน สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล่วนเป็นปัจจัยและสาเหตุที่สำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Carbon Neutral Event  คืออะไร ?  คือ การจัดงานที่มีการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน ปรับลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมทั้งหมดในงาน ที่ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะหรือใช้สิ่งของที่สามารถนำไปรีไซเคิล ใช้ประโยชน์ต่อได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินทางของผู้ร่วมงาน การใช้พลังงาน สื่อโฆษณา อาหาร และการบริหารจัดการสถานที่ ซึ่งหลังจากที่มีการจัดงานแล้ว จะต้องมีการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอน โดยการจัดหาคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในไทยมาชดเชยกับก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของการจัดงาน เพื่อทำให้ก๊าซเรือนกระจกสุทธิลดลงบางส่วน เรียกว่า Carbon  Offset หรือ ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เรียกว่า  Carbon Neutral ขั้นตอนการจัดงาน แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา Carbon Neutral Event  การจัดงานให้เป็น Carbon Neutral ต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยสามารถสรุปได้เป็น 4 ขั้นหลัก ดังนี้ 1. ประเมินและวัดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint Assessment) เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ โดยผู้จัดงานต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมงานและระยะทางการเดินทาง ประเภทการเดินทาง (รถยนต์ส่วนตัว, เครื่องบิน, รถสาธารณะ) การใช้พลังงานไฟฟ้าในสถานที่จัดงาน การจัดเลี้ยง อาหารและเครื่องดื่ม […]

“ถามมา-ตอบไป” จำเป็นจริงหรือ? ที่ธุรกิจต้องปรึกษาเรื่องภาษีนิติบุคคลกับผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาเรื่องภาษี กับผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและวางแผนภาษีนิติบุคคล ภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax หรือ CIT) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทหรือองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีการประกอบกิจการและมีรายได้เกิดขึ้น ซึ่งภาษีนิติบุคคลมีลักษณะสำคัญคือ เป็นภาษีที่เก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท คำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ โดยอัตราภาษีปกติอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายบางส่วนนำมาลดหย่อนภาษีส่วนนี้ได้เช่นกัน  กลุ่มนิติบุคคลใดบ้างที่ต้องเสียภาษี  1.บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน นิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฏหมายไทย 2.บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ที่จัดขึ้นตามกฏหมายต่างประเทศ ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือทำธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไทยไม่ว่าจะรับรายได้จากไทย กลุ่มที่โอนกำไรออกนอกประเทศ ซึ่งหากเกี่ยวข้องจากรายได้ที่เกิดขึ้นก็ต้องเสียภาษีนิติบุคคลเช่นกัน  3.กิจการร่วมค้า (Joint Venture)  4.กิจการที่ดำเนินการเป็นทางการค้า แสวงหากำไร  5.มูลนิธิหรือสมาคมไม่แสวงหากำไรที่ประกอบกิจการแล้วมีรายได้เกิดขึ้น 6.นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร กลุ่มนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรสาธารณกุศล และนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมภาษีจาก BOI หรือข้อตกลงพิเศษอื่นๆ ตามที่กฏหมายระบุไว้ การเก็บภาษีนิติบุคคล รวมถึงสิทธิประโยชน์จากทางภาษี สำหรับการเก็บภาษีนิติบุคคลจะมีเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ประกอบการชำระภาษีตามกำไรสุทธิที่ต่างกัน สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้มากขึ้น ช่วง “ถามมา – ตอบไป”  ทำไมทำธุรกิจต้องปรึกษาเรื่องภาษีนิติบุคคล ! รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีนิติบุคคล Q : ภาษีนิติบุคคลคืออะไร ? แตกต่างจากภาษีบุคคลธรรมดายังไง ? A : ภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax) คือภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ของนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือองค์กรต่าง ๆ ที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย โดยคำนวณจากกำไรสุทธิในรอบปีภาษี ซึ่งจะต่างจากบุคคลธรรมดาที่จะต้องเสียภาษีตามช่วงรายได้ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี โดยภาษีนิติบุคคลมีอัตราคงที่ และมีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องการหักค่าใช้จ่าย การวางแผนภาษี และการยื่นแบบแสดงรายการ Q : ถ้าเปิดบริษัทแล้ว แต่ยังไม่มีกำไร จะต้องเสียภาษีไหม ? A : ถึงแม้บริษัทจะยังไม่มีกำไร หรือยังไม่เริ่มดำเนินการจริง แต่หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ก็ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.50) และบางกรณีต้องยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ด้วย เพราะถ้าหากไม่ยื่นตามกำหนด จะมีค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนั้นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยการวางแผนภาษี Q : SME ได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีหรือไม่ ? A : […]

อัปเดตบัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หากหมดอายุต้องต่อแบบ MOU ตามมติ ครม. แล้ว

บัตรสีชมพู คือบัตรอะไร ? ทำไมถึงเรียกบัตรสีชมพู “บัตรสีชมพู” บัตรชนิดนี้ เป็นบัตรที่มีลักษณะสีชมพู จึงนิยมเรียกว่า “บัตรสีชมพู” หรือชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (Non-Thai National ID Card) เป็นเอกสารที่ทางราชการไทยออกให้แก่ แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามระบบ MOU หรือการขึ้นทะเบียนตามนโยบายรัฐ เป็นการชั่วคราว โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการออกให้ หลังผ่านการขึ้นทะเบียนและผ่านการพิสูจน์สัญชาติตามกระบวนการของมติคณะรัฐมนตรีที่มีกรมการจัดหางานเป็นผู้เสนอแล้ว  โดยทั่วไป บัตรสีชมพูจะใช้ระบุ ตัวตนและสถานะทางกฎหมาย ของแรงงานที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และมักใช้ควบคู่กับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)  เอกสารหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 อย่าง คือ หนังสือเดินทางที่ออกโดยประเทศต้นทางหรือหนังสือรับรองบุคคล ใบอนุญาตทำงานที่ออกโดยกรมการจัดหางานของประเทศไทย บัตรชมพูที่ดำเนินการออกให้โดยหน่วยงานของ กระทรวงมหาดไทย บัตรสีชมพู สามารถใช้ทำงานได้กี่ปีถึงจะหมดอายุ ? สามารถใช้ทำงานได้ตาม ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่มี อายุไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่ได้รับอนุญาต โดยรายละเอียดมีดังนี้  ปกติจะมีอายุ 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น และเงื่อนไขที่กำหนดในการจดทะเบียนแรงงาน บัตรสีชมพูต้อง ใช้ร่วมกับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งจะระบุอาชีพ สถานที่ทำงาน และระยะเวลาการอนุญาต เมื่อบัตรสีชมพูหรือใบอนุญาตทำงานใกล้หมดอายุ แรงงานจะต้อง ยื่นเรื่องขอต่ออายุ กับกรมการจัดหางานภายในระยะเวลาที่กำหนด สำหรับระยะเวลาให้แรงงานต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพูสามารถทำงานได้ถึง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 หากหมดอายุต้องยื่นขออนุญาตตามรอบการต่อทะเบียนตามแบบ MOU โดยนายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อความต้องการจ้างแรงงานคนต่างด้าวต่อกรมการจัดหางาน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ณ สถานที่ที่กรมการจัดหางานกำหนด ประกาศกระทรวงมหาดไทย คลิกอ่าน !  เอกสารหลักที่ต้องเตรียมสำหรับการยื่นต่ออายุ สำหรับนายจ้าง สามารถเซ็นสำเนาจริงพร้อมตราบริษัท หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 3 เดือน) บัตรประชาชน + ทะเบียนบ้าน ทะเบียนพาณิชย์ (หากมี) สำหรับแรงงานต่างด้าว หนังสือเดินทางตัวจริง + ใบอนุญาตทำงานเดิม รูปถ่ายขนาดต่าง ๆ (e.g., 1.5 นิ้ว […]

ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ป้ายหน้าร้าน ป้ายโฆษณา ต้องเสียภาษีอย่างไร ?

ภาษีป้ายคืออะไร ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ภาษีป้าย คือ ภาษีท้องถิ่น ที่จัดเก็บจากป้ายที่มีการแสดงชื่อ ข้อความ เครื่องหมาย หรือรูปภาพ เครื่องหมาย เพื่อการโฆษณาหรือแสดงชื่อสถานประกอบการ เช่น ป้ายร้านค้า ป้ายบริษัท ป้ายโรงงาน หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม หากมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือบ่งบอกถึงกิจการ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2534) และอยู่ภายใต้การดูแลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพ ฯ ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีป้าย ?  เจ้าของป้ายเป็นผู้ทำหน้าที่เสียภาษีป้าย แต่หากในกรณีที่ไม่มีผู้ยื่นแบบภาษีป้าย หรือไม่สามารถหาตัวเจ้าของป้ายได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย และถ้าหากหาตัวผู้ครอบครองป้ายไม่ได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองอาหารหรือที่ดินที่ป้ายติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีป้ายตามลำดับ ใครหรือหน่วยงานไหนทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี สำหรับผู้ที่ต้องทำการเก็บภาษีป้ายก็คือ หน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ในการเก็บภาษีป้าย โดยเขตราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ 1.เขตเทศบาล 2.เขตสุขาภิบาล 3.เขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4.เขตกรุงเทพมหานคร 5.เขตเมืองพัทยา 6.เขตองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น อัตราในการเก็บภาษีป้าย การคำนวณภาษีป้าย คิดอย่างไร ? สูตรการคำนวณภาษีป้ายเบื้องต้น คือ ค่าภาษีป้าย = หน่วยของป้ายที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษีป้าย การคำนวณพื้นที่ป้าย  1.ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่มีขอบเขตชัดเจน ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. โดยนำส่วนที่กว้างที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) คูณ กับส่วนที่ยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย 2.ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน แสดงข้อความ ชื่อ ยี่ห้อ อาจจะเขียนแสดงไว้กำแพง ผนังอาคาร ฯ ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. จะวัดจากตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายใดๆ จากริมสุดในการกำหนดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดความกว้างที่สุดและยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.)  ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย ป้ายแบบใดที่ไม่ต้องเสียภาษี ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้น เพื่อโฆษณมหรสพ ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า […]

เลิกทำกิจการ! ปิดบริษัทจำกัด ต้องทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฏหมาย

เมื่อดำเนินธุรกิจมาถึงจุดหนึ่ง ผู้ประกอบการบางรายอาจตัดสินใจยุติกิจการด้วยเหตุผลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ เป้าหมายทางธุรกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงของหุ้นส่วน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การยุบเลิกบริษัทจำกัด จำเป็นต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดภาระภาษีค้างชำระหรือความเสี่ยงทางกฎหมายในอนาคต ซึ่งในบทความนี้ จะอธิบายขั้นตอนและข้อควรรู้ที่เจ้าของบริษัทควรรู้ในการปิดบริษัทให้ถูกต้องตามกฏหมาย กิจการไปต่อไม่ไหว บริษัทจำกัด คือเลิกทำอย่างไร ให้ถูกต้องตามกฏหมาย การเลิกบริษัทจำกัด หมายถึง การยุติสถานภาพนิติบุคคลของบริษัทตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งอาจเกิดจากความสมัครใจของผู้ถือหุ้น หรือเป็นไปตามคำสั่งศาลหรือข้อกฎหมาย โดยการเลิกบริษัทต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านภาษี การเงิน หรือความรับผิดทางกฎหมายในอนาคต โดยการยุบเลิกบริษัทจำกัดอาจเกิดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น บริษัทขาดทุนสะสม ขาดสคล่องทางการเงินอย่างหนัก และไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้แล้ว หุ้นส่วนไม่สามารถตกลงกันในแนวทางดำเนินธุรกิจ หรือปัญหาอื่น ๆ จากความสัมพันธฺ์ส่วนตัวที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ หรือเปลี่ยนโครงสร้างเป็นห้างหุ้นส่วน ฯ สิ้นสุดวัตถุประสงค์ หรือเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อดี – ข้อเสีย ของการจดจัดตั้งบริษัทจำกัด อ่านต่อ !  ประเภทของการยุบเลิก บริษัทจำกัด สามารถทำได้กี่ประเภท ? การยุบเลิกบริษัทจำกัดสามารถทำได้ 2 ประเภทหลัก ได้แก่  การเลิกโดยสมัครใจ (Voluntary Dissolution) เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทมีมติให้เลิกกิจการ โดยไม่มีข้อพิพาทหรือข้อบังคับจากภายนอก เป็นความสมัครใจที่มักเป็นการยุบเลิกในกรณีบริษัทไม่ต้องการดำเนินงานต่อไปเช่น บริษัทไม่มีรายได้ ขาดทุนสะสม หรือ หุ้นส่วนตกลงกันว่าจะยุติกิจการ โดยมีขั้นตอนสำคัญ คือ ต้องมี มติพิเศษ จากที่ประชุมผู้ถือหุ้น (เสียงไม่ต่ำกว่า ¾ ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม) แจ้งต่อนายทะเบียน และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อดำเนินการปิดบัญชีตามกฎหมาย การเลิกโดยคำสั่งศาลหรือโดยกฎหมายบังคับ (Compulsory Dissolution) เป็นกรณีที่บริษัทต้องเลิกกิจการ โดยไม่ได้สมัครใจ แต่เกิดจากเหตุที่กฎหมายหรือศาลกำหนด เช่น บริษัทไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มีการฝ่าฝืนกฎหมายร้ายแรง หรือผู้ถือหุ้นไม่สามารถตกลงกันได้ จนศาลมีคำสั่งให้ยุบกิจการ ฯ ขั้นตอนการยุบเลิกบริษัทจำกัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย การเลิกบริษัทจำกัดต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน มีรายละเอียดดังนี้: 1. จัดประชุมผู้ถือหุ้นและออกมติพิเศษ บริษัทต้องจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และมีมติพิเศษ (คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า ¾ ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง) เพื่อยืนยันการยุบเลิกกิจการ มติดังกล่าวต้องบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และนำไปใช้ประกอบการแจ้งการเลิกกิจการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. แจ้งการเลิกบริษัทต่อนายทะเบียน ต้องมีการแจ้งภายใน 14 วันหลังจากได้มติยุบเลิก ต้องนำส่งหนังสือแจ้งการเลิกบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารที่ใช้ เช่น แบบ บอจ. 6, […]

“คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ข้อกำหนดและกลไก รวมถึงตัวอย่างโครงการในไทย

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตโลกร้อนกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนของมนุษยชาติ ที่เราต่างต้องร่วมมือกันหาทางออกในการลดปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” (Forest Carbon Credit) ซึ่งเป็นการผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ข้อกำหนดที่ต้องรู้สำหรับคนที่อยากจะเริ่ม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้  เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดภาวะโลกร้อน โดยอาศัยศักยภาพของธรรมชาติอย่าง “ป่าไม้” มาช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้คาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้มีมูลค่าในตลาดมากขึ้น และนำไปสู่ความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาวได้ คาร์บอนเครดิต (Carbon credit) คืออะไร ?  คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมแต่ละโครงการสามารถลดหรือกักเก็บได้ ซึ่งเมื่อได้รับการรับรองแล้วสามารถนำไปซื้อขายในตลาดได้ กลไกคาร์บอนเครดิตจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การทำคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit) เป็นกิจกรรมคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมในภาคป่าไม้ เช่น การปลูกป่า (Reforestation) การฟื้นฟูป่า (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติที่มีอยู่ (Conservation of existing forest) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่ดูดซับคาร์บอน การลดการตัดไม้ทำลายป่า (REDD+) กิจกรรมเหล่านี้ช่วยดูดกลับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ซึ่งทำให้สามารถนำปริมาณคาร์บอนที่ดูดกลับได้ มาแปลงเป็น คาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ ในระบบคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น ตลาด T-VER ของประเทศไทย กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit Mechanism) เป็นกระบวนการที่นำกิจกรรมการดูดกลับหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นที่ป่ามาแปลงเป็นหน่วยคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายหรือใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของหน่วยงานหรือภาคธุรกิจอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและข้อกำหนดของระบบรับรอง เช่น T-VER ของประเทศไทย หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น Verra (VCS) และ Gold Standard โดยมีกลไกหลักที่สำคัญ ดังนี้  1. การกำหนดประเภทโครงการและกิจกรรมในภาคป่าไม้ กิจกรรมที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้ ได้แก่  การปลูกป่าใหม่ (Reforestation) การฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าที่มีอยู่ (Conservation) การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (REDD/REDD+) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 2. การพัฒนาโครงการ (Project Design) กำหนดพื้นที่โครงการ (เช่น พื้นที่ป่าชุมชนหรือที่ดินเอกชน) จัดทำเอกสารคำขอ (Project […]

IBC (International Business Center) คืออะไร ? สิทธิประโยชน์และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ส่งเสริมการลงทุน คือการจัดตั้งโครงการ IBC (International Business Center) ในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับ IBC  พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไข และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย IBC (International Business Center) คืออะไร ? IBC หรือ ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center) คือ รูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่ภาครัฐของไทย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติจัดตั้งศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และให้บริการแก่บริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศ เช่น บริการบริหารจัดการ การเงิน วิศวกรรม และอื่น ๆ โครงการ IBC เริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการในปี 2561 แทนที่โครงการเก่าอย่าง ROH (Regional Operating Headquarters) และ IHQ (International Headquarters) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านั้น จุดประสงค์หลักของ IBC (International Business Center)  เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคในประเทศไทยให้เกิดการลงทุนดำเนินธุรกิจในไทยและต่างประเทศ  ดึงดูดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการที่ดีด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในไทย ส่งเสริมการจ้างงานคนไทยและการพัฒนาทักษะบุคลากรไทยที่มีศักยภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจการลงทุนในภาพรวมให้ดีขึ้น สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านใดบ้าง ที่บริษัทต่างชาติได้รับจาก IBC  หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ IBC เป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ คือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ที่สามารถลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) สำหรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพิเศษ ขึ้นอยู่กับมูลค่าค่าใช้จ่ายภายในประเทศของบริษัท ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้  2. ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) สำหรับเงินปันผลหรือค่าบริการที่จ่ายให้กับบริษัทในเครือต่างประเทศ 3. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพิเศษ สำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัท IBC: 15% เป็นเวลาไม่เกิน 4 ปีสิทธิประโยชน์เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ อ้างอิง: กรมสรรพากร, สำนักงาน BOI – “มาตรการสนับสนุนการจัดตั้ง IBC” (2561)   ประเภทกิจการใดบ้าง ที่สามารถจัดตั้ง IBC ได้  ธุรกิจที่จะขอรับการส่งเสริมในรูปแบบ IBC […]

1 8 9 10 11 12 33