外国直接投資(FDI)

เข้าใจคาร์บอนเครดิต ประเทศไทยใน 5 นาที! กลไกสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง จึงจำเป็นและเป็นเรื่องที่สำคัญในการจัดการปัญหานี้โดยเร่งด่วน ซึ่ง “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) ถือเป็นอีกเครื่องมือที่สำคัญ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในประเทศไทย ปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นช่วงเร่งเดินหน้านโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และ เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2608 ซึ่งเราจะเห็นได้จากนโยบายต่าง ๆ ทางด้านกฏหมายที่เริ่มจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น ร่าง พ.ร.บ. ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมมลพิษต่าง ๆ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น0 คาร์บอนเครดิต คืออะไร ? “คาร์บอนเครดิต” คือ การนำกลไกของตลาดมาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งถ้าหากองค์กรใดที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่า หรือน้อยกว่าปริมาณที่ปล่อยปกติ หรือมีการดำเนินการที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้นจากการดูดซับปกติ ปริมาณที่ปล่อยได้มีการลดลงหรือดูดซับได้เพิ่มมากขึ้นนี้ จะเรียกว่า คาร์บอนเครดิต โดยหน่วยที่ใช้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้ 1 หน่วย เท่ากับ 1 ตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือเทียบเท่า เช่น มีโครงการปลูกป่า 1 โครงการ หากสามารถดูดซับก๊าซ CO₂ ได้ 100 ตัน โครงการนั้นก็จะมีสิทธิได้รับคาร์บอนเครดิต 100 หน่วย ซึ่งสามารถนำไป “ขาย” ให้กิจการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ เพื่อทำการชดเชยในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรนั่นเอง รูปแบบและประเภทของคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่าคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยอาจจำแนกอย่างกว้างได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่มีการลดหรือเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction/Avoidance Projects) เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงกว่ากรณีปกติ คาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากการทำโครงการที่ดูดกลับก๊าซเรือนกระจกมากักเก็บไว้ (Carbon Removal Projects) เช่น การปลูก ดูแลรักษา หรือฟื้นฟูป่าไม้, BioEnergy with Carbon Capture and Storage (BECCS), Direct Air Carbon Capture (DAC), Direct Ocean […]

จัดงานอีเว้นท์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษา Carbon Neutral Event

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก แนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมถึง “การจัดงาน” ไม่ว่าจะเป็นงานสัมมนา งานประชุม งานสานสัมพันธ์คู่ค้าระหว่างองค์กร หรืองานอีเวนต์ต่างๆ ซึ่งหลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดงานที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับก็คือ Carbon Neutral Event ที่เป็นการจัดงานเพื่อคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในแต่ละส่วนของการดำเนินงาน ในขณะที่งานอีเว้นท์เองก็ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ บทความนี้จะพาทุกท่านทำความเข้าใจว่า Carbon Neutral Event คืออะไร มีขั้นตอนการจัดงานอย่างไร และควรดำเนินการชดเชยคาร์บอนอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์ขององค์กร จัดงานอีเว้นท์ยุคใหม่ ไม่ใช่จัดแบบไหนก็ได้! แต่ต้องรักษ์โลกด้วย Carbon Neutral Event อย่างที่ทราบกันดีว่าในสภาวะปัจจุบันโลกมีผลกระทบที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน หนึ่งในนั้นคือปัญหาด้านสภาวะอากาศที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นทั้งการใช้พลังงาน การเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง หารใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์ก็เช่นกัน ที่ต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้า การค้างคืนของผู้จัดงาน ผู้ร่วมงาน การเดินทางมาร่วมงาน การใช้พลังงานในการประกอบอาหาร การกำจัดของเสีย อาหารเหลือทิ้งในการจัดงาน สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล่วนเป็นปัจจัยและสาเหตุที่สำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Carbon Neutral Event  คืออะไร ?  คือ การจัดงานที่มีการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน ปรับลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมทั้งหมดในงาน ที่ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะหรือใช้สิ่งของที่สามารถนำไปรีไซเคิล ใช้ประโยชน์ต่อได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินทางของผู้ร่วมงาน การใช้พลังงาน สื่อโฆษณา อาหาร และการบริหารจัดการสถานที่ ซึ่งหลังจากที่มีการจัดงานแล้ว จะต้องมีการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอน โดยการจัดหาคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในไทยมาชดเชยกับก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของการจัดงาน เพื่อทำให้ก๊าซเรือนกระจกสุทธิลดลงบางส่วน เรียกว่า Carbon  Offset หรือ ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เรียกว่า  Carbon Neutral ขั้นตอนการจัดงาน แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา Carbon Neutral Event  การจัดงานให้เป็น Carbon Neutral ต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยสามารถสรุปได้เป็น 4 ขั้นหลัก ดังนี้ 1. ประเมินและวัดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint Assessment) เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ โดยผู้จัดงานต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมงานและระยะทางการเดินทาง ประเภทการเดินทาง (รถยนต์ส่วนตัว, เครื่องบิน, รถสาธารณะ) การใช้พลังงานไฟฟ้าในสถานที่จัดงาน การจัดเลี้ยง อาหารและเครื่องดื่ม […]

“ถามมา-ตอบไป” จำเป็นจริงหรือ? ที่ธุรกิจต้องปรึกษาเรื่องภาษีนิติบุคคลกับผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาเรื่องภาษี กับผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและวางแผนภาษีนิติบุคคล ภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax หรือ CIT) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทหรือองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีการประกอบกิจการและมีรายได้เกิดขึ้น ซึ่งภาษีนิติบุคคลมีลักษณะสำคัญคือ เป็นภาษีที่เก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท คำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ โดยอัตราภาษีปกติอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายบางส่วนนำมาลดหย่อนภาษีส่วนนี้ได้เช่นกัน  กลุ่มนิติบุคคลใดบ้างที่ต้องเสียภาษี  1.บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน นิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฏหมายไทย 2.บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ที่จัดขึ้นตามกฏหมายต่างประเทศ ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือทำธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไทยไม่ว่าจะรับรายได้จากไทย กลุ่มที่โอนกำไรออกนอกประเทศ ซึ่งหากเกี่ยวข้องจากรายได้ที่เกิดขึ้นก็ต้องเสียภาษีนิติบุคคลเช่นกัน  3.กิจการร่วมค้า (Joint Venture)  4.กิจการที่ดำเนินการเป็นทางการค้า แสวงหากำไร  5.มูลนิธิหรือสมาคมไม่แสวงหากำไรที่ประกอบกิจการแล้วมีรายได้เกิดขึ้น 6.นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร กลุ่มนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรสาธารณกุศล และนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมภาษีจาก BOI หรือข้อตกลงพิเศษอื่นๆ ตามที่กฏหมายระบุไว้ การเก็บภาษีนิติบุคคล รวมถึงสิทธิประโยชน์จากทางภาษี สำหรับการเก็บภาษีนิติบุคคลจะมีเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ประกอบการชำระภาษีตามกำไรสุทธิที่ต่างกัน สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้มากขึ้น ช่วง “ถามมา – ตอบไป”  ทำไมทำธุรกิจต้องปรึกษาเรื่องภาษีนิติบุคคล ! รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีนิติบุคคล Q : ภาษีนิติบุคคลคืออะไร ? แตกต่างจากภาษีบุคคลธรรมดายังไง ? A : ภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax) คือภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ของนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือองค์กรต่าง ๆ ที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย โดยคำนวณจากกำไรสุทธิในรอบปีภาษี ซึ่งจะต่างจากบุคคลธรรมดาที่จะต้องเสียภาษีตามช่วงรายได้ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี โดยภาษีนิติบุคคลมีอัตราคงที่ และมีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องการหักค่าใช้จ่าย การวางแผนภาษี และการยื่นแบบแสดงรายการ Q : ถ้าเปิดบริษัทแล้ว แต่ยังไม่มีกำไร จะต้องเสียภาษีไหม ? A : ถึงแม้บริษัทจะยังไม่มีกำไร หรือยังไม่เริ่มดำเนินการจริง แต่หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ก็ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.50) และบางกรณีต้องยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ด้วย เพราะถ้าหากไม่ยื่นตามกำหนด จะมีค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนั้นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยการวางแผนภาษี Q : SME ได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีหรือไม่ ? A : […]

อัปเดตบัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หากหมดอายุต้องต่อแบบ MOU ตามมติ ครม. แล้ว

บัตรสีชมพู คือบัตรอะไร ? ทำไมถึงเรียกบัตรสีชมพู “บัตรสีชมพู” บัตรชนิดนี้ เป็นบัตรที่มีลักษณะสีชมพู จึงนิยมเรียกว่า “บัตรสีชมพู” หรือชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (Non-Thai National ID Card) เป็นเอกสารที่ทางราชการไทยออกให้แก่ แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามระบบ MOU หรือการขึ้นทะเบียนตามนโยบายรัฐ เป็นการชั่วคราว โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการออกให้ หลังผ่านการขึ้นทะเบียนและผ่านการพิสูจน์สัญชาติตามกระบวนการของมติคณะรัฐมนตรีที่มีกรมการจัดหางานเป็นผู้เสนอแล้ว  โดยทั่วไป บัตรสีชมพูจะใช้ระบุ ตัวตนและสถานะทางกฎหมาย ของแรงงานที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และมักใช้ควบคู่กับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)  เอกสารหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 อย่าง คือ หนังสือเดินทางที่ออกโดยประเทศต้นทางหรือหนังสือรับรองบุคคล ใบอนุญาตทำงานที่ออกโดยกรมการจัดหางานของประเทศไทย บัตรชมพูที่ดำเนินการออกให้โดยหน่วยงานของ กระทรวงมหาดไทย บัตรสีชมพู สามารถใช้ทำงานได้กี่ปีถึงจะหมดอายุ ? สามารถใช้ทำงานได้ตาม ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่มี อายุไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่ได้รับอนุญาต โดยรายละเอียดมีดังนี้  ปกติจะมีอายุ 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น และเงื่อนไขที่กำหนดในการจดทะเบียนแรงงาน บัตรสีชมพูต้อง ใช้ร่วมกับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งจะระบุอาชีพ สถานที่ทำงาน และระยะเวลาการอนุญาต เมื่อบัตรสีชมพูหรือใบอนุญาตทำงานใกล้หมดอายุ แรงงานจะต้อง ยื่นเรื่องขอต่ออายุ กับกรมการจัดหางานภายในระยะเวลาที่กำหนด สำหรับระยะเวลาให้แรงงานต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพูสามารถทำงานได้ถึง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 หากหมดอายุต้องยื่นขออนุญาตตามรอบการต่อทะเบียนตามแบบ MOU โดยนายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อความต้องการจ้างแรงงานคนต่างด้าวต่อกรมการจัดหางาน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ณ สถานที่ที่กรมการจัดหางานกำหนด ประกาศกระทรวงมหาดไทย คลิกอ่าน !  เอกสารหลักที่ต้องเตรียมสำหรับการยื่นต่ออายุ สำหรับนายจ้าง สามารถเซ็นสำเนาจริงพร้อมตราบริษัท หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 3 เดือน) บัตรประชาชน + ทะเบียนบ้าน ทะเบียนพาณิชย์ (หากมี) สำหรับแรงงานต่างด้าว หนังสือเดินทางตัวจริง + ใบอนุญาตทำงานเดิม รูปถ่ายขนาดต่าง ๆ (e.g., 1.5 นิ้ว […]

ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ป้ายหน้าร้าน ป้ายโฆษณา ต้องเสียภาษีอย่างไร ?

ภาษีป้ายคืออะไร ทำความเข้าใจกฎหมายภาษี ภาษีป้าย คือ ภาษีท้องถิ่น ที่จัดเก็บจากป้ายที่มีการแสดงชื่อ ข้อความ เครื่องหมาย หรือรูปภาพ เครื่องหมาย เพื่อการโฆษณาหรือแสดงชื่อสถานประกอบการ เช่น ป้ายร้านค้า ป้ายบริษัท ป้ายโรงงาน หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม หากมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหรือบ่งบอกถึงกิจการ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2534) และอยู่ภายใต้การดูแลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพ ฯ ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีป้าย ?  เจ้าของป้ายเป็นผู้ทำหน้าที่เสียภาษีป้าย แต่หากในกรณีที่ไม่มีผู้ยื่นแบบภาษีป้าย หรือไม่สามารถหาตัวเจ้าของป้ายได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย และถ้าหากหาตัวผู้ครอบครองป้ายไม่ได้ ให้ถือว่าผู้ที่ครอบครองอาหารหรือที่ดินที่ป้ายติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีป้ายตามลำดับ ใครหรือหน่วยงานไหนทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี สำหรับผู้ที่ต้องทำการเก็บภาษีป้ายก็คือ หน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ในการเก็บภาษีป้าย โดยเขตราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ 1.เขตเทศบาล 2.เขตสุขาภิบาล 3.เขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4.เขตกรุงเทพมหานคร 5.เขตเมืองพัทยา 6.เขตองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น อัตราในการเก็บภาษีป้าย การคำนวณภาษีป้าย คิดอย่างไร ? สูตรการคำนวณภาษีป้ายเบื้องต้น คือ ค่าภาษีป้าย = หน่วยของป้ายที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษีป้าย การคำนวณพื้นที่ป้าย  1.ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่มีขอบเขตชัดเจน ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. โดยนำส่วนที่กว้างที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) คูณ กับส่วนที่ยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.) ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย 2.ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้  คือ ป้ายที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน แสดงข้อความ ชื่อ ยี่ห้อ อาจจะเขียนแสดงไว้กำแพง ผนังอาคาร ฯ ให้คำนวณพื้นที่ของป้ายเป็น ตร.ซม. จะวัดจากตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายใดๆ จากริมสุดในการกำหนดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดความกว้างที่สุดและยาวที่สุด (หน่วยเป็น ซม.)  ในการคำนวณพื้นที่ของป้าย ป้ายแบบใดที่ไม่ต้องเสียภาษี ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้น เพื่อโฆษณมหรสพ ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า […]

เลิกทำกิจการ! ปิดบริษัทจำกัด ต้องทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฏหมาย

เมื่อดำเนินธุรกิจมาถึงจุดหนึ่ง ผู้ประกอบการบางรายอาจตัดสินใจยุติกิจการด้วยเหตุผลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ เป้าหมายทางธุรกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงของหุ้นส่วน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การยุบเลิกบริษัทจำกัด จำเป็นต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดภาระภาษีค้างชำระหรือความเสี่ยงทางกฎหมายในอนาคต ซึ่งในบทความนี้ จะอธิบายขั้นตอนและข้อควรรู้ที่เจ้าของบริษัทควรรู้ในการปิดบริษัทให้ถูกต้องตามกฏหมาย กิจการไปต่อไม่ไหว บริษัทจำกัด คือเลิกทำอย่างไร ให้ถูกต้องตามกฏหมาย การเลิกบริษัทจำกัด หมายถึง การยุติสถานภาพนิติบุคคลของบริษัทตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งอาจเกิดจากความสมัครใจของผู้ถือหุ้น หรือเป็นไปตามคำสั่งศาลหรือข้อกฎหมาย โดยการเลิกบริษัทต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านภาษี การเงิน หรือความรับผิดทางกฎหมายในอนาคต โดยการยุบเลิกบริษัทจำกัดอาจเกิดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น บริษัทขาดทุนสะสม ขาดสคล่องทางการเงินอย่างหนัก และไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้แล้ว หุ้นส่วนไม่สามารถตกลงกันในแนวทางดำเนินธุรกิจ หรือปัญหาอื่น ๆ จากความสัมพันธฺ์ส่วนตัวที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ หรือเปลี่ยนโครงสร้างเป็นห้างหุ้นส่วน ฯ สิ้นสุดวัตถุประสงค์ หรือเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อดี – ข้อเสีย ของการจดจัดตั้งบริษัทจำกัด อ่านต่อ !  ประเภทของการยุบเลิก บริษัทจำกัด สามารถทำได้กี่ประเภท ? การยุบเลิกบริษัทจำกัดสามารถทำได้ 2 ประเภทหลัก ได้แก่  การเลิกโดยสมัครใจ (Voluntary Dissolution) เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทมีมติให้เลิกกิจการ โดยไม่มีข้อพิพาทหรือข้อบังคับจากภายนอก เป็นความสมัครใจที่มักเป็นการยุบเลิกในกรณีบริษัทไม่ต้องการดำเนินงานต่อไปเช่น บริษัทไม่มีรายได้ ขาดทุนสะสม หรือ หุ้นส่วนตกลงกันว่าจะยุติกิจการ โดยมีขั้นตอนสำคัญ คือ ต้องมี มติพิเศษ จากที่ประชุมผู้ถือหุ้น (เสียงไม่ต่ำกว่า ¾ ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม) แจ้งต่อนายทะเบียน และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อดำเนินการปิดบัญชีตามกฎหมาย การเลิกโดยคำสั่งศาลหรือโดยกฎหมายบังคับ (Compulsory Dissolution) เป็นกรณีที่บริษัทต้องเลิกกิจการ โดยไม่ได้สมัครใจ แต่เกิดจากเหตุที่กฎหมายหรือศาลกำหนด เช่น บริษัทไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มีการฝ่าฝืนกฎหมายร้ายแรง หรือผู้ถือหุ้นไม่สามารถตกลงกันได้ จนศาลมีคำสั่งให้ยุบกิจการ ฯ ขั้นตอนการยุบเลิกบริษัทจำกัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย การเลิกบริษัทจำกัดต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน มีรายละเอียดดังนี้: 1. จัดประชุมผู้ถือหุ้นและออกมติพิเศษ บริษัทต้องจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และมีมติพิเศษ (คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า ¾ ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง) เพื่อยืนยันการยุบเลิกกิจการ มติดังกล่าวต้องบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และนำไปใช้ประกอบการแจ้งการเลิกกิจการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. แจ้งการเลิกบริษัทต่อนายทะเบียน ต้องมีการแจ้งภายใน 14 วันหลังจากได้มติยุบเลิก ต้องนำส่งหนังสือแจ้งการเลิกบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารที่ใช้ เช่น แบบ บอจ. 6, […]

“คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ข้อกำหนดและกลไก รวมถึงตัวอย่างโครงการในไทย

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิกฤตโลกร้อนกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนของมนุษยชาติ ที่เราต่างต้องร่วมมือกันหาทางออกในการลดปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ “คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” (Forest Carbon Credit) ซึ่งเป็นการผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ข้อกำหนดที่ต้องรู้สำหรับคนที่อยากจะเริ่ม คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้  เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดภาวะโลกร้อน โดยอาศัยศักยภาพของธรรมชาติอย่าง “ป่าไม้” มาช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้คาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้มีมูลค่าในตลาดมากขึ้น และนำไปสู่ความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาวได้ คาร์บอนเครดิต (Carbon credit) คืออะไร ?  คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมแต่ละโครงการสามารถลดหรือกักเก็บได้ ซึ่งเมื่อได้รับการรับรองแล้วสามารถนำไปซื้อขายในตลาดได้ กลไกคาร์บอนเครดิตจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การทำคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit) เป็นกิจกรรมคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากกิจกรรมในภาคป่าไม้ เช่น การปลูกป่า (Reforestation) การฟื้นฟูป่า (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติที่มีอยู่ (Conservation of existing forest) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่ดูดซับคาร์บอน การลดการตัดไม้ทำลายป่า (REDD+) กิจกรรมเหล่านี้ช่วยดูดกลับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ซึ่งทำให้สามารถนำปริมาณคาร์บอนที่ดูดกลับได้ มาแปลงเป็น คาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ ในระบบคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น ตลาด T-VER ของประเทศไทย กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ กลไกการทำงานของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Forest Carbon Credit Mechanism) เป็นกระบวนการที่นำกิจกรรมการดูดกลับหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นที่ป่ามาแปลงเป็นหน่วยคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายหรือใช้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของหน่วยงานหรือภาคธุรกิจอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและข้อกำหนดของระบบรับรอง เช่น T-VER ของประเทศไทย หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น Verra (VCS) และ Gold Standard โดยมีกลไกหลักที่สำคัญ ดังนี้  1. การกำหนดประเภทโครงการและกิจกรรมในภาคป่าไม้ กิจกรรมที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้ ได้แก่  การปลูกป่าใหม่ (Reforestation) การฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม (Forest Restoration) การอนุรักษ์ป่าที่มีอยู่ (Conservation) การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (REDD/REDD+) การปลูกไม้เศรษฐกิจที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 2. การพัฒนาโครงการ (Project Design) กำหนดพื้นที่โครงการ (เช่น พื้นที่ป่าชุมชนหรือที่ดินเอกชน) จัดทำเอกสารคำขอ (Project […]

IBC (International Business Center) คืออะไร ? สิทธิประโยชน์และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ส่งเสริมการลงทุน คือการจัดตั้งโครงการ IBC (International Business Center) ในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับ IBC  พร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไข และโอกาสธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย IBC (International Business Center) คืออะไร ? IBC หรือ ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center) คือ รูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่ภาครัฐของไทย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติจัดตั้งศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และให้บริการแก่บริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศ เช่น บริการบริหารจัดการ การเงิน วิศวกรรม และอื่น ๆ โครงการ IBC เริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการในปี 2561 แทนที่โครงการเก่าอย่าง ROH (Regional Operating Headquarters) และ IHQ (International Headquarters) ที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านั้น จุดประสงค์หลักของ IBC (International Business Center)  เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติจัดตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคในประเทศไทยให้เกิดการลงทุนดำเนินธุรกิจในไทยและต่างประเทศ  ดึงดูดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการที่ดีด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในไทย ส่งเสริมการจ้างงานคนไทยและการพัฒนาทักษะบุคลากรไทยที่มีศักยภาพ ส่งเสริมเศรษฐกิจการลงทุนในภาพรวมให้ดีขึ้น สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านใดบ้าง ที่บริษัทต่างชาติได้รับจาก IBC  หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ IBC เป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ คือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ที่สามารถลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) สำหรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพิเศษ ขึ้นอยู่กับมูลค่าค่าใช้จ่ายภายในประเทศของบริษัท ซึ่งแบ่งเป็นดังนี้  2. ยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) สำหรับเงินปันผลหรือค่าบริการที่จ่ายให้กับบริษัทในเครือต่างประเทศ 3. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพิเศษ สำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัท IBC: 15% เป็นเวลาไม่เกิน 4 ปีสิทธิประโยชน์เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ อ้างอิง: กรมสรรพากร, สำนักงาน BOI – “มาตรการสนับสนุนการจัดตั้ง IBC” (2561)   ประเภทกิจการใดบ้าง ที่สามารถจัดตั้ง IBC ได้  ธุรกิจที่จะขอรับการส่งเสริมในรูปแบบ IBC […]

บริการขอใบอนุญาต Work Permit และวีซ่าต่างชาติทํางานไทย

วีซ่าทํางานไทยอย่างถูกกฏหมาย ชาวต่างชาติมีสิทธิอะไรบ้าง ? การทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทยต้องมี วีซ่าทำงานไทย หรือ วีซ่าประเภท Non-Immigrant B และ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่ออกโดยกระทรวงแรงงาน จึงจะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย วีซ่า Non-B เป็นวีซ่าที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ ส่วน Work Permit คือใบอนุญาตที่ออกให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ การมีทั้งสองอย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย  วีซ่า Non-Immigrant B (Non-B Visa)เป็นวีซ่าทำงานไทยประเภทหนึ่งที่ออกให้ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยทั่วไปแล้วจะอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยได้ 90 วัน และหากเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว จึงสามารถยื่นขอต่อวีซ่า Non-B เป็นระยะเวลา 1 ปีได้ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)เป็นเอกสารที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยได้ ผู้ที่ต้องการทำงานในประเทศไทยจะต้องยื่นขอใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานให้ถูกต้องในการเข้ามาทำงานทุกครั้ง สิทธิประโยชน์ในการเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย 1. สิทธิในการทำงานตามที่ระบุในใบอนุญาต ชาวต่างชาติสามารถทำงานในประเทศไทยได้เฉพาะในตำแหน่ง สถานที่ และหน้าที่งานที่ระบุไว้ใน Work Permit เท่านั้น หากต้องการเปลี่ยนตำแหน่งหรือย้ายที่ทำงานต้องยื่นเรื่องขอแก้ไขเอกสารก่อนเท่านั้น 2.สิทธิได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด  ซึ่งค่าจ้างขั้นต่ำของคนต่างชาติ ต้องมีเงินเดือนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญชาติกำหนดไว้ หรือพิจารณาจ่ายตามทักษะและตามแต่ละตำแหน่งที่องค์กรได้ระบุไว้  3. สิทธิประกันสังคม หากบริษัทนำส่งเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคม ชาวต่างชาติจะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองเหมือนแรงงานไทย เช่น ค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลตามสิทธิ เงินชดเชยว่างงาน สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินบำเหน็จชราภาพ (ในกรณีที่ทำงานสะสมครบระยะเวลา) 4. สิทธิการยื่นภาษีอย่างถูกต้องในประเทศไทย  ชาวต่างชาติที่มีรายได้จากการทำงานในไทย ต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91 หรือ 90) และมีสิทธิใช้ค่าลดหย่อน เช่นเดียวกับคนไทย (ในบางกรณีสามารถใช้ข้อตกลงเลี่ยงภาษีซ้อนระหว่างประเทศได้) 5. สิทธิในการอยู่อาศัยในประเทศไทยตามวีซ่าที่ได้รับ โดยทั่วไป วีซ่า Non-B ที่ขอเพื่อทำงานจะให้ระยะเวลาอยู่อาศัย 90 วัน และสามารถขอต่ออายุเป็นแบบ 1 ปีได้ หากยังทำงานอยู่กับนายจ้างเดิม โดยต้องแจ้งที่อยู่กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุก 90 วัน (90-day reporting) ซึ่งต้องมีการแจ้งที่อยู่ในไทยด้วย  6. สิทธินำครอบครัวเข้ามาพำนักในไทย (ในบางกรณี) หากชาวต่างชาติทำงานในไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย และมีรายได้ตามเกณฑ์ สามารถยื่นขอวีซ่าประเภท O ให้กับคู่สมรสและบุตรเพื่อเข้ามาอยู่ในไทยด้วยได้ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวสามารถพำนักระยะยาวอย่างถูกกฎหมาย 7. สิทธิในการเปิดบัญชีธนาคาร / เช่าที่อยู่อาศัย […]

สำนักงานผู้แทน (Representative Office) จัดตั้งในไทย เทียบข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ แบบไหนที่เหมาะกับทุกธุรกิจ

Representative Office คืออะไร? มีวัตถุประสงค์หลักอย่างไร Representative Office หรือ สำนักงานผู้แทน เป็นรูปแบบการเข้ามาเปิดตัวในตลาดไทยโดยไม่มีวัตถุประสงค์สร้างรายได้โดยตรง ต่างจากบริษัทลูกหรือสาขาที่แสวงหากำไร สำนักงานผู้แทน เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือจะทำหน้าที่เป็น “ตา-หู” ของบริษัทแม่ในประเทศไทย เช่น สำรวจตลาด ประสานงาน และตรวจสอบคุณภาพ แต่ไม่สามารถออกใบแจ้งหนี้ ขายสินค้า หรือทำสัญญาเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเมื่อต้องการเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด การยื่นขอ BOI การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ในอนาคตเช่นกัน วัตถุประสงค์หลักของ Representative Office (ตามที่กฎหมายไทยอนุญาต)สำนักงานผู้แทนสามารถดำเนินกิจกรรมได้สูงสุด 5 กิจกรรมเท่านั้น  จัดหาข้อมูลในประเทศไทยเพื่อสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าที่บริษัทแม่จำหน่ายแก่ตัวแทนหรือลูกค้า รายงานความเคลื่อนไหวของตลาดและกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยต่อสำนักงานใหญ่ ประสานงานและติดตามการสั่งซื้อจากประเทศไทย ตรวจสอบคุณภาพและปริมาณสินค้าที่สำนักงานใหญ่สั่งซื้อจากไทย ธุรกิจ 5 ประเภทที่สามารถจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในไทยได้ 1.บริการตรวจสอบสินค้า ควบคุมคุณภาพ ปริมาณสินค้าที่สำนักงานใหญ่จ้างผลิตในประเทศไทย 2.บริการจัดซื้อ รวมถึงการสรรหาสินค้า และบริการในประเทศไทยให้กับสำนักงานใหญ่ที่ต่างประเทศ 3.บริการให้คำแนะนำสินค้า ผลิตภัณฑ์ของสำนักงานใหญ่ให้กับผู้ใช้สินค้า รวมถึงบริการทั้งหมด 4.การตลาดด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของสำนักงานใหญ่ 5.การรายงานธุรกิจ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ทางสำนักงานใหญ่รับทราบ ข้อกำหนดเบื้องต้นในการจัดตั้ง Representative Office ในไทย ทุนจดทะเบียนหรือทุนจัดตั้งในประเทศไทย ต้องมีอย่างน้อย 2 ล้านบาท ต้องมีหัวหน้าสำนักงานผู้แทนที่เป็นคนต่างชาติ (สามารถขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานได้) ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะไม่มีรายได้เกิดขึ้น แต่ต้องยื่นงบการเงินประจำปี การยื่นขออนุญาตสำนักงานผู้แทน (Representative Office) บริษัทต่างชาติที่ต้องการจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในประเทศไทย ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจ ภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ต้องยื่นคำขอต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ต้องรู้ ! ข้อจำกัดที่สำคัญของสำนักงานผู้แทน  จะไม่สามารถทำการขายหรือให้บริการได้ภายในประเทศไทย ห้ามรับเงินใด ๆ หรือออกใบแจ้งหนี้ในนามของสำนักงาน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต้องรับการสนับสนุนทางการเงินจากสำนักงานใหญ่ 100% ต้องมีพนักงานในไทยอย่างน้อย 1 คน และมีหัวหน้าสำนักงานชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องตามกฏหมาย สำนักงานสาขามีข้อดีอะไรบ้าง หากจัดตั้งในประเทศไทย ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องมีหุ้นส่วนคนไทยในการจดทะเบียน ขั้นตอนการจัดตั้งง่ายกว่าบริษัทจำกัด เหมาะสำหรับใช้ “ทดสอบตลาด” เพื่อศึกษาข้อมูล ก่อนขยายการลงทุนในไทย ซึ่งถ้าหากมีความพร้อมและต้องการจดทะเบียนบริษัทจำกัดก็สามารถทำได้ในขั้นตอนถัดไปเช่นกัน หากคุณกำลังต้องการคำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อเรา […]

1 8 9 10 11 12 33