FDI

ทำธุรกิจออนไลน์ ต้องใช้เอกสารบัญชีอะไรบ้าง ? ในการส่งข้อมูลรายได้ให้สรรพากร อัพเดต 2026

ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถเปิดร้านออนไลน์ได้ ไม่ว่าจะขายผ่าน Facebook, LINE, Instagram, TikTok หรือ Shopee–Lazada หลายคนอาจมองว่าการขายของออนไลน์นั้นง่าย รายได้ดี ไม่ต้องเปิดหน้าร้าน แต่สิ่งที่ต้องรู้ ต้องทำเลยก็คือ “เรื่องของเอกสารบัญชี” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย และยังช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลังโดยกรมสรรพากรอีกด้วย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ยุคใหม่ต้องห้ามพลาด บทความนี้ ! เอกสารบัญชีของร้านค้าออนไลน์อะไรบ้าง ? ที่ต้องนำส่งข้อมูลแก่สรรพากร เลขทะเบียนนิติบุคคล หรือ เลขประจำตัวประชาชน ของผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการ รายได้จากการคำนวณค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมการชำระเงินทั้งหมด ซึ่งจะแสดงรายได้รวมในแต่ละแพลตฟอร์มที่มีการขายของแต่ละร้าน รายได้อื่น ๆ ที่รับจากผู้ประกอบการ รวมทุกบัญชี บนแพลตฟอร์ม เลขที่บัญชี ชื่อธนาคาร และบัญชีธนาคาร ของผู้ประกอบการ ที่ใช้รับเงินจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ชื่อผู้ประกอบการ(ชื่อร้านค้า) หรือชื่อนิติบุคคล ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเมื่อ 1 มกราคม 2567 ได้มีการประกาศกฏหมายบังคับใช้สำหรับร้านค้าออนไลน์ ที่ต้องนำส่งข้อมูลรายได้ในแต่ละรอบบัญชีจนถึงสิ้นรอบบัญชีของแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์ นำส่งแก่กรมสรรพากร ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี เอกสารที่จำเป็นต้องรู้ ! ผู้ประกอบการไม่รู้ไม่ได้  1.ใบกำกับภาษี / ใบเสร็จรับเงิน สำหรับลูกค้าทั่วไป หากมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว ต้องออก “ใบกำกับภาษีเต็มรูป” ทุกครั้ง หากยังไม่ถึงเกณฑ์ VAT (1.8 ล้านบาทต่อปี) สามารถออก “ใบเสร็จรับเงิน” หรือ “ใบส่งของ” เพื่อเป็นหลักฐานการขายได้ ทุกครั้งที่ออกเอกสารต้องมีชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และรายการสินค้าให้ครบถ้วน ถูกต้องเสมอ 2. ใบสั่งซื้อ / ใบสั่งขาย / ใบเสนอราคา ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ว่าธุรกิจมีกระบวนการขายสินค้าได้ชัดเจน เป็นมืออาชีพ หากขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, ควรเก็บหลักฐานคำสั่งซื้อและใบเสร็จจากระบบมาแนบไว้ด้วย 3. บันทึกรายรับ – รายจ่ายประจำวัน สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือบุคคลธรรมดา ให้จดบันทึกเองได้โดยใช้การบันทึกตามรูปแบบที่ถนัด สำหรับนิติบุคคล ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี และทำบัญชีตามมาตรฐานบัญชีของสภาวิชาชีพบัญชี ปัจจุบันมีแอปหรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยบันทึกข้อมูลได้สะดวก สามารถค้นหาข้อมูลผู้ให้บริการเพื่อเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับธุรกิจ 4. หลักฐานการโอนเงิน / ใบเสร็จจากธนาคาร / Statement […]

รวม ‘ถาม-ตอบ ข้อสงสัย’ Non B Visa คืออะไร ? ตอบคำถามที่พบบ่อยมากที่สุด

ไขข้อสงสัย Non B Visa คืออะไร ? Non-Immigrant Visa “B” หรือโดยส่วนใหญ่จะเข้าใจและเรียกกันว่า  Non-B Visa คือ วีซ่าสำหรับต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามาทำงานหรือทำธุรกิจในประเทศไทย โดยออกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น  ทำงานในบริษัท หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจส่วนตัว หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางธุรกิจ ร่วมประชุม สัมมนา หรือติดต่อการค้า ทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญ, ครู, ที่ปรึกษา ฯลฯ ต้องรู้ข้อมูลสำคัญ  Non-B Visa ไม่เท่ากับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต้องทำการยื่นขอแยกต่างหาก หากต้องการทำงานอย่างถูกกฎหมายในไทย ต้องมีทั้ง วีซ่า Non-B และ Work Permit โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เพื่อลดเวลาในการดำเนินการให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีความถูกต้องครบถ้วน เพียงคุณปรึกษา FDI ปรึกษา FDI  ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าและขอใบอนุญาตทำงานอื่น ๆ  รวมคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Non B Visa 1. Non-B Visa คืออะไร? ตอบ Non-Immigrant B Visa หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “วีซ่า Non-B” เป็นวีซ่าประเภทที่ออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงาน ประกอบธุรกิจ หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมักเป็นขั้นตอนแรกก่อนยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) 2. ใครบ้างที่สามารถขอวีซ่า Non-B ได้? ตอบ ผู้ที่สามารถขอวีซ่า Non-B ได้ ได้แก่: ชาวต่างชาติที่ได้รับการว่าจ้างโดยบริษัทในไทย นักลงทุนที่มีการลงทุนในบริษัทไทย ผู้เข้าร่วมสัมมนา/การประชุมทางธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับเชิญจากหน่วยงานหรือองค์กรในไทย 3. Non-B Visa ใช้สำหรับเข้ามาท่องเที่ยวได้หรือไม่? ตอบ ไม่ได้ แต่ละวีซ่าจะมีวัตถุประสงค์ เงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป ในส่วน Non-B มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางธุรกิจหรือทำงานเท่านั้น หากต้องการเข้ามาเพื่อท่องเที่ยว ควรใช้ Tourist Visa หรือ Visa on Arrival แทน 4. […]

พลิกวิกฤตงานก่อสร้าง สู่โอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืนต้องทำอย่างไร? FDI มีคำตอบ !

ฝ่าวิกฤตงานก่อสร้าง สู่ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องทำอย่างไร ? ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกต้องเผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากโรคระบาด วิกฤตราคาน้ำมัน ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขาดแคลนในบางช่วงเวลา และทำให้ผู้ประกอบการในวงการนี้ ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการบริหารจัดการ แต่ภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตดังกล่าว กลับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เปิดโอกาสใหม่ ในการพัฒนาแนวทางธุรกิจที่ยั่งยืนได้ แต่จะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบันติดตามกันได้ในบทความนี้  ซึ่งจะพาไปถอดรหัสหัวข้อ “ ฝ่าวิกฤตงานก่อสร้าง สู่ธุรกิจที่ยั่งยืน ” โดย คุณนันทพัชร ณ สงขลา (Business Development Manager & Assistant to President) จาก FDI Group ที่ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ ในงาน The Future of Sustainable Construction , ESG & Net Zero material โดยได้รับเกียรติรับเชิญจากทาง ที.เอ.เอส คอร์ปอเรชั่น ให้ร่วมเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Auditorium  อุทยานวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย FDI Group ขอร่วมแสดงความยินดีในโอกาสอันสำคัญนี้กับ ที.เอ.เอส คอร์ปอเรชั่น จากการดำเนินงาน มุ่งพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า ที.เอ.เอส. เป็นผู้ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่ง FDI ได้รับความไว้วางใจในการให้คำปรึกษาด้านการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ยิ่งเป็นภาพตอกย้ำให้เห็นชัดเป็นที่ประจักษ์ ถึงความมุ่งมั่นและเจตนารมย์ที่ดีของ ที.เอ.เอส. ในการขับเคลื่อนสังคมสีเขียว ที่สำคัญคือความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ดีที่สุดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อคุณค่าในมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมสังคมไทยและสังคมโลกโดยแท้จริง  ภายในงานได้มีการจัดแสดง HERCULES  ที่สุดของนวัตกรรมอัจฉริยะ เครื่องผลิตฉนวนกันความร้อน ที่ควบคุมการผลิตด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ และระบบเซ็นเซอร์ที่ทันสมัย รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อย่าง TECO ECO PLUS PU FOAM ที่ได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง ถอดรหัส “ ฝ่าวิกฤตงานก่อสร้าง สู่ธุรกิจที่ยั่งยืน ”  โดยผู้เชี่ยวชาญจาก FDI […]

เทคนิควิเคราะห์งบการเงิน ประเมินข้อมูลอย่างไร ก่อนตัดสินใจลงทุน

เทคนิคการอ่านงบการเงินแบบง่าย เพื่อประเมินศักยภาพของกิจการประกอบการตัดสินใจลงทุน การดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เพื่อพิจารณาว่าผลลัพธ์กิจการนั้นจะเติบโตขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด การติดตามผลประกอบการโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน  ซึ่งถ้าหากคุณกำลังจะเป็นนักลงทุนหรือต้องการอ่านงบการเงินให้เป็น จำเป็นที่จะต้องรู้และทำความเข้าใจงบการเงิน ใน 4 ส่วนหลัก ดังนี้ 1.งบแสดงฐานะทางการเงินหรืองบดุล  เป็นรายงานที่แสดงถึงความมั่งคั่งและความมั่นคงของกิจการ รวมถึงสถานะทางการเงินว่ามีความร่ำรวยหรือขาดทุนเพียงใด โดยจะแสดงรายละเอียดของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางการเงินของบริษัทอย่างชัดเจน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้: สภาพคล่องของกิจการ : กิจการควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน เพื่อแสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้นได้อย่างคล่องตัว คุณภาพของสินทรัพย์ : สินทรัพย์ควรเป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ความมั่นคงของกิจการ : พิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) โดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจที่มั่นคงควรมี D/E Ratio ไม่เกิน 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ในบางอุตสาหกรรม เช่น ธนาคารพาณิชย์และประกันภัย ซึ่งระดมทุนจากหนี้สิน เช่น เงินฝาก และปล่อยกู้ในฝั่งสินทรัพย์ ทำให้มี D/E Ratio สูงถึง 5 – 10 เท่า กำไรขาดทุนสะสมยังไม่ได้จัดสรร: คือ กำไรสะสมและกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่ยังไม่ได้จัดสรร หากมียอดดุลเป็นผลขาดทุนสะสม จะแสดงในงบการเงินด้วยเครื่องหมายวงเล็บและระบุเป็น “ขาดทุนสะสม” 2.งบกำไรขาดทุน เป็นรายงานที่แสดงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยให้ภาพรวมว่าบริษัทมีรายได้ รายจ่าย ต้นทุน และผลกำไรเป็นอย่างไร ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงแนวโน้มของผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อการวิเคราะห์ที่แม่นยำ นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้ รายได้: ธุรกิจที่ดีควรมีรายได้เติบโตจากธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถติดตามได้จากรายงานงบการเงินในทุกไตรมาส โดยรายได้จากการขายและบริการควรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ รายได้พิเศษ: เป็นรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติ เช่น กำไรจากการขายทรัพย์สิน หากในไตรมาสใดมีรายได้ประเภทนี้จะทำให้ผลประกอบการดูเติบโตขึ้นชั่วคราว อย่างไรก็ตาม รายได้พิเศษมักไม่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและไม่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว จึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวัง 3.งบกระแสเงินสด เป็นรายงานที่แสดงถึงสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเงินสดจริง ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่ใช้เกณฑ์คงค้างในการบันทึก จึงไม่สะท้อนการรับจ่ายเงินสดที่เกิดขึ้นจริง งบกระแสเงินสดจึงมีความสำคัญต่อการประเมินความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้: กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน : แสดงถึงการไหลเข้าและไหลออกของเงินสดจากการดำเนินธุรกิจหลัก โดยตัวเลขควรเป็น “บวก” ซึ่งหมายความว่ากิจการสามารถสร้างและเก็บเงินสดได้จากการดำเนินธุรกิจ หากเป็น “ลบ” แสดงว่าธุรกิจไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้เพียงพอ […]

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกที่คุณต้องรู้

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร สำหรับวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อยและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ความหมายของ ISO 14064-1 ที่คุณต้องรู้ !  มีชื่อเต็มว่า ISO 14064-1 Greenhouse gases – Part 1: Specification with guidance at the organization level for quantification and reporting of greenhouse gas emissions and removals หรือ ข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 คือ หนึ่งในชุดมาตรฐานภายใต้มาตรฐาน ISO 14064 ที่จัดทำโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO – International Organization for Standardization) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการวัด คำนวณ และรายงานข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระดับ “องค์กร” ซึ่งครอบคลุมถึงทั้งการปล่อย (emissions) และการดูดกลับ (removals) ของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร  โดยฉบับล่าสุดคือ ISO 14064-1:2018 ซึ่งได้ปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของระบบบริหารจัดการความยั่งยืน การตรวจสอบข้อมูล และการเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ  มาตรฐาน ISO 14064 คืออะไร ? มาตรฐาน ISO 14064 เป็นชุดมาตรฐานสากลที่กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับการวัด การจัดการ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ขององค์กร มาตรฐานนี้พัฒนาโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO)  ที่มุ่งหวังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใน 3 เรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น การวัดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส การจัดการ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การรายงาน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะ หรือผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงคู่ค้า ลูกค้าอื่น ๆ อีกด้วย  มาตรฐาน ISO 14064 ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักอ่านต่อ คลิก!  ISO 14064-1 สามารถดำเนินการควบคู่กับคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร […]

7 แนวทางบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในมิติของความยั่งยืน

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงงานด้านการจัดการคนให้ทำงานได้ตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” (Competitive Advantage) และ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth) ให้แก่องค์กรอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่แรงงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความคาดหวังของพนักงานสูงขึ้น และสังคมเริ่มให้ความสำคัญกับ ESG (Environment, Social, Governance) มากขึ้น บทความนี้จะนำเสนอ 7 แนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่ช่วยส่งเสริมทั้งประสิทธิภาพองค์กร ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว 7 แนวทาง การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในมิติของความยั่งยืน 1.พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Values-Driven Culture) องค์กรที่มีวัฒนธรรมชัดเจนและสอดคล้องกับค่านิยมร่วม จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และลดอัตราการลาออกอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่าย HR ควรส่งเสริมให้ “คุณค่าหลักขององค์กร” ฝังแน่นอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่การสื่อสารภายใน การตัดสินใจเชิงนโยบาย ไปจนถึงการบริหารผลงาน เช่น ความซื่อสัตย์ ความเท่าเทียม ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น การปลูกฝังวัฒนธรรมที่ดีไม่เพียงส่งผลต่อความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งมีผลต่อความได้เปรียบระยะยาว 2. ลงทุนในพัฒนาทักษะระยะยาว (Upskilling & Reskilling) หนึ่งในแนวโน้มสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนคือการให้ความสำคัญกับ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว HR ควรวางแผนการพัฒนาทักษะให้แก่พนักงาน ไม่ใช่เฉพาะในสายงานเดิม แต่รวมถึงทักษะใหม่ ๆ เช่น ดิจิทัล, การวิเคราะห์ข้อมูล, ความสามารถในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม หรือความเข้าใจ ESG เพื่อให้พนักงานพร้อมปรับตัว และมีโอกาสเติบโตควบคู่กับองค์กร 3. สร้างระบบสรรหาและรักษาคนเก่งอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส การมีคนเก่ง (Talent) อยู่ในองค์กร คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สร้างข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง HR ควรพัฒนาระบบการสรรหาโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลควบคู่กับหลักการความเท่าเทียม เช่น ใช้ AI คัดกรองใบสมัครเบื้องต้น เพื่อช่วยลดความลำเอียงส่วนบุคคล และเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครที่มีความสามารถแต่หลากหลายภูมิหลัง ในขณะเดียวกัน องค์กรควรมีแผนพัฒนาและรักษาพนักงานเก่งอย่างต่อเนื่อง เช่น Career Path ที่ชัดเจน, ระบบผลตอบแทนที่ยุติธรรม และสิ่งแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความก้าวหน้า 4. สนับสนุนความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม (DEI) ความหลากหลาย (Diversity), ความเท่าเทียม (Equity) และการมีส่วนร่วม (Inclusion) คือ แนวทางสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืน […]

ก่อนซื้ออสังหา ฯ ต้องรู้ EIA Approved เช็คให้มั่นใจก่อนตัดสินใจ !

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการจ้างงานในหลายภาคส่วน ที่เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน กระตุ้นให้เกิดการบริโภค และส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนภาคการเงินและสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายเมืองให้เติบโตอย่างมีระบบ หากมีการวางแผนที่ดี จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนในอีกหลากหลายมิติในพื้นที่นั้น ๆ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว และการทำ EIA จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ก่อนจะซื้อบ้าน คอนโดหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการสนับสนุนโครงการที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาร่วมด้วยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทำความรู้จักบริษัท EIA สิ่งที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้องทำก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ  EIA คืออะไร สำคัญแค่ไหน ทำไมต้องทำ ? EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment  หรือ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ กระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ในมิติเชิงบวกและลบ ก่อนที่จะมีการดำเนินพัฒนาโครงการ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบได้อย่างเหมาะสม รวมถึงใช้ในการประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการ หรือถ้าโครงการมีผลกระทบกับสุขภาพประชาชนก็จะมีการจัดทำรายงานเพิ่มเติมในชื่อว่า EHIA (Environmental Health Impact Assessment) ซึ่งต้องมีทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ปรึกษาร่วมกันกับชุมชน และออกแบบมาตรการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะเสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเข้ากระบวนการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมาย โดยล่าสุดมีระบุไว้ทั้งสิ้น 35 ประเภทโครงการ เช่น เหมืองแร่,เขื่อน,ท่าเรือ,โรงไฟฟ้า ไปจนถึงคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ความสำคัญและข้อดีของ EIA แน่นอนว่าทุกการพัฒนาโครงการก่อสร้างย่อมมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่คำถามคือ โครงการมีการศึกษา และวางแผนรับมือการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู หรือมีแนวทางในการจัดการอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต่างต้องตั้งคำถามในการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม โดยข้อดีของการทำ EIA  คือ ช่วยหาทางป้องกันผลกระทบในทางลบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในโครงการนั้นให้เกิดน้อยที่สุด  โดยการทำ EIA นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าหากได้รับการวางแผนป้องกันปัญหาต่าง ๆ  ตั้งแต่ขั้นตอนศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังดำเนินโครงการไปแล้ว ซึ่งโดยในรายงาน EIA จะมีการกำหนดมาตรการป้องกัน และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประกอบเป็นหัวข้อหลักที่สำคัญของรายงานให้ได้พิจารณาด้วยเช่นกัน EIA จะทำการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหารายละเอียดด้านใดบ้าง Thinkofliving ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การจัดทำ EIA ประกอบด้วย การศึกษาครอบคลุมระบบสิ่งแวดล้อม 4 ด้าน คือ  ทรัพยากรกายภาพ (Physical Environment) จะเป็นการศึกษาถึงผลกระทบ เช่น คุณภาพดิน […]

ภาษีนิติบุคคล ขั้นตอนการยื่นภาษีนิติบุคคล และข้อมูลเรื่องภาษีที่คุณต้องรู้ !

การยื่นภาษีนิติบุคคลคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้างที่คนทำธุรกิจต้องรู้  สำหรับภาษีนิติบุคคลหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทหรือองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ได้แก่ กลุ่มบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มูลนิธิ หรือสมาคมที่ประกอบกิจการและมีรายได้ ซึ่งภาษีนิติบุคคลจะมีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากกำไรสุทธิของกิจการ โดยจะคำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ โดยอัตราภาษีปกติอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ และมีรายจ่ายบางส่วนที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้เช่นกัน ทั้งนี้ภาษีนิติบุคคลจะมีระยะเวลาการยื่นประกอบด้วยการยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายในเดือนสิงหาคม และการยื่นแบบประจำปี (ภ.ง.ด.50) ภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี  นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบางองค์กรหรือกลุ่มบริษัทที่ได้จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลนัั้น จะมีเกณฑ์ในการเสียภาษี ซึ่งการยื่นภาษีนิติบุคคลนี้จะช่วยให้บริษัทดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฏหมาย บริษัทที่ยื่นภาษีถูกต้อง มีความโปร่งใส จะได้รับความไว้วางใจว่าปฏิบัติถูกต้อง ครบถ้วนตามที่กฏหมายกำหนด จากลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินอีกด้วย โดยนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ ได้แก่  1.นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย เช่น บริษัทจำกัด , บริษัทมหาชนจำกัด , ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน  2.นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฏหมายต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย กลุ่มที่ทำธุรกิจในไทยและต่างประเทศ กลุ่มที่ทำขนส่งเกี่ยวข้องกับไทย กลุ่มที่ได้รับรายได้จากไทยโดยไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รวมถึงกลุ่มที่จำหน่ายหรือโอนกำไรออกนอกประเทศ หและรับรายได้จากไทย เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ ดอกเบี้ย เงินปันผล  3.กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือ  การที่สองฝ่ายหรือมากกว่า ร่วมมือกันดำเนินธุรกิจหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง โดยไม่ต้องควบรวมกิจการ แต่ยังคงสถานะเป็นบริษัทแยกกัน เพื่อดำเนินการแสวงหากำไร ดำเนินการร่วมกัน คือ บริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รวมถึงนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล 4.กิจการที่ดำเนินการในทางค้าหรือหากำไร โดยรัฐบาลในต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่น ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นๆ  5.นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร 6.มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่แสวงหากำไร แล้วประกอบกิจการแล้วจนมีรายได้ ประกอบด้วย มูลนิธิที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรสาธารณกุศล) และสมาคมที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรสาธารณกุศล)  นิติบุคคลประเภทใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นภาษี ? สำหรับนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นภาษี แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ นิติบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีโดยสถานะ เช่น หน่วยงานราชการไทย (กระทรวง ทบวง กรม) องค์การของรัฐบาล สหกรณ์ รวมถึง นิติบุคคลอื่นๆ […]

ทำงานอยู่ไม่รู้ไม่ได้ ! ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร ใครบ้างจะต้องจ่าย ?

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร เกี่ยวกับการยื่นภาษีอย่างไร ? ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เป็นกลไกทางภาษีที่รัฐบาลใช้ในการเก็บภาษีล่วงหน้าจากผู้มีรายได้ โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินทำหน้าที่หักภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากร วิธีการนี้ช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการเก็บภาษีไม่ครบถ้วน สำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะมีการหักภาษีทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินซึ่งเข้าข่ายตามเงื่อนไขของประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้รับเงินจะได้รับเงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเต็ม  และจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหลักฐานเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงสามารถยื่นขอคืนภาษีในส่วนที่ชำระเกินได้ แม้ผู้จ่ายเงินจะได้หักภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้รับเงินยังคงมีหน้าที่นำรายได้นั้นมารวมคำนวณภาษีประจำปี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามปกติ ไม่หัก !! สำหรับยอดที่ไม่เกิน 1,000 บาท ทางกรมสรรพากรมีข้อกำหนดว่าไม่ต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากเป็นยอดที่มีมูลค่าไม่ถึง 1,000 บาท ที่มีสัญญาต่อเนื่อง เช่น ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ต้องทำหัก ณ ที่จ่ายไว้ เพราะยอดทั้งปีเกิน 1,000 บาทเป็นต้น   อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย หักอย่างไรบ้าง อัตราภาษีที่ต้องหักขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้ดังนี้ เงินเดือนและค่าจ้าง บริษัทจ่ายเงินค่าตอบแทนให้พนักงาน เป็นเงินที่เข้าเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย จะหักตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นอัตราก้าวหน้า โดยสามารถทำได้จากการเอาเงินที่จ่ายให้พนักงานทั้งปี มาหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ และหักตามอัตราก้าวหน้า  แต่หากเป็นกรณีที่พนักงานรายได้ไม่ถึงเกณฑ์กำหนด บริษัทก็ไม่จำเป็นที่จะหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือเทียบเท่ากับ 0% แต่หากหักไปแล้ว พนักงานก็สามารถขอคืนภาษีจากภาครัฐในตอนที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ค่าบริการหรือวิชาชีพอิสระ : ในการจ้างรับเหมา ทำของ จ้างทำนามบัตร จ้างทำกราฟิก จ้างตกแต่งภายใน หรือบริการต่างๆ จะมีการคิดในอัตราการหักที่ 3% ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง  ค่าโฆษณา : การโฆษณาสินค้าตามสื่อโฆษณาต่าง ๆ ผ่านเอเจนซี่ บริษัทรับโฆษณาเพื่อช่วยประกาศให้แบรนด์หรือสินค้าเป็นที่รู้จักผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ จะมีการคิดอัตราหัก 2%  ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ : ถ้าหากเป็นการเช่าเพื่อจัดสัมมนา อีเวนต์ต่างๆ ถือเป็นค่าบริการจะทำหัก ณ ที่จ่าย 3% แต่ถ้าเป็นการถือกุญแจจะถือเป็นค่าเช่าสถานที่หัก 5% ของจำนวนเงินที่จ่าย  ดอกเบี้ย : หัก 15% ของจำนวนเงินที่จ่าย เงินปันผล : […]

แนะนำ “องค์กรต้องประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์” Carbon Footprint คืออะไร ? โอกาสสำคัญของธุรกิจในปี 2026

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint คืออะไร สำคัญจริงหรือ? มีผลต่อการระดมทุนและนักลงทุนยุคใหม่อย่างไรบ้าง ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) หรือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน รวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม ที่ในทุกกิจกรรมล้วนแล้วแต่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น เจาะลึกกับที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจกอ่านต่อ..  ในบทความนี้เราจะจำกัดเนื้อหาเฉพาะของในแง่มุมองค์กรธุรกิจ  ที่การดำเนินงานนั้นได้กลายเป็นตัวชี้วัด มีบทบาทที่สำคัญต่อการระดมทุนและการตัดสินใจของนักลงทุนยุคใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สังคมมุ่งเน้นในเรื่องของความยั่งยืน ที่ไม่ใช่เพียงแต่ในมิติของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านสังคม ธรรมาภิบาล และการคำนึงถึงผลกระทบในอนาคตที่ต้องการให้การดำเนินชีวิตของผู้คนยังคงเป็นไปได้ด้วยความยั่งยืนในทุกมิติไว้อย่างน่าสนใจ นักลงทุนยุคใหม่ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันและกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าองค์กรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมพร้อมต่อความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างดี ESG Integration : การลงทุนตามหลักเกณฑ์ ESG ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยนักลงทุนใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นเกณฑ์ในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจในปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต Green Finance : ธุรกิจที่มีการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Bond) หรือสินเชื่อที่มีเงื่อนไขสอดคล้องกับความยั่งยืนได้ง่ายมากขึ้น Carbon Footprint กับประเด็นด้านกฏหมายและข้อบังคับในหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำไปสู่กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย เช่น มาตราการ CBAM ในสหภาพยุโรป , ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และมาตรการอื่น ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและต้นทุนของธุรกิจ คู่ค้า พันธมิตร ผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจในภาพรวม การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่มีประสิทธิภาพจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ซึ่งองค์กรต่างต้องปรับตัวในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดการลดความเสี่ยงในการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฏหมาย หากองค์กรธุรกิจไม่ปฏิบัติตามในประเด็นทางด้านกฏหมายจะมีความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบมาตราการ : ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้ทัน อาจเผชิญกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นและค่าปรับต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนโดยตรงและหากมีการส่งออก คู่ค้าทางธุรกิจ ที่ต้องการข้อมูลการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากองค์กรไม่มีการทำในส่วนนี้ก็จะเกิดผลกระทบต่อธุรกิจในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างแน่นอน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ความเชื่อมั่นในการลงทุน และภาพลักษณ์ขององค์กรต่อภายนอก  ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือจากผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจ รวมถึงคู่ค้าที่ต้องการทราบถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความยั่งยืนในการดำเนินงาน และผู้บริโภคในยุคที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากธุรกิจไม่มีการเคลื่อนไหวหรือแผนรับมือในการปรับเปลี่ยนสู่การมีส่วนร่วมลดโลกร้อน จะส่งกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและลดความน่าสนใจในสายตานักลงทุนได้ในทันที จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร (CFO) คลิก !!  จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับผลิตภัณฑ์ (CFP)  คลิก !!  โอกาสที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในการระดมทุนและสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ การมีแผนการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ชัดเจนและโปร่งใสในองค์กร ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการระดมทุน โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีความยั่งยืน […]

1 9 10 11 12 13 32