FDI

องค์กรต้องทำอย่างไร ? ให้ธุรกิจเติบโตได้ยั่งยืน ที่ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เปลี่ยนให้เป็นโอกาสแห่งธุรกิจ

ถ้าหากพูดถึงความยั่งยืน (Sustainability) หลายคนอาจจะมองถึงการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือโครงการรักษ์โลก โครงการทำเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกป่า ที่มองว่าก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงในยุคปัจจุบัน “ความยั่งยืน” มีความหมายลึกซึ้งและเป็นได้มากกว่าขอบเขตนั้น เพราะความยั่งยืนไม่ได้ทำเพียงเพื่อให้ดูแลสิ่งแวดล้อมหรือช่วยเหลือสังคมในระยะเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ต้องทำต่อเนื่องในระยะยาว จนสิ่ง ๆ นั้นมีผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวได้ โดยความยั่งยืนที่กำลังจะพูดถึงนี้ กลายเป็นแกนหลักที่องค์กรเน้นให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะความยั่งยืนไม่ได้ตอบโจทย์แต่เพียงองค์กรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงชีวิตประจำวันและการทำงานของคนทุกคนอีกด้วย  Charles Darwin กล่าวไว้ว่า “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.” “ไม่ใช่ว่าคนที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่คนที่ปรับตัวมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะอยู่รอด”  องค์กรธุรกิจหรือบุคคลก็เช่นเดียวกัน คนที่ปรับตัวได้ดีที่สุดคือคนที่อยู่รอด จากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อค่านิยมที่ถูกปลูกฝังลงภายใต้จิตสำนึก เกิดจากการมีทัศนคติที่ดีในระดับบุคคล ซึ่งสามารถนำไปสู่การตัดสินใจและการกระทำที่ส่งผลดีต่อทั้งตัวเองและสังคมรอบข้างได้โดยง่าย  โดยในบทความนี้ จะพาทุกท่านมารู้ถึงผลกระทบของก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต รวมถึงจะทำอย่างไรให้องค์กรเกิดแนวคิดแห่งความยั่งยืน และการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่โครงการต่าง ๆ นั้น จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง ถ้าหากสิ่งที่ทำนั้น เกิดจากค่านิยม ทัศนคติแห่งความยั่งยืนของเราทุกคน ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ หากรวมกันก็จะกลายเป็นแรงกระเพื่อมให้สำเร็จอย่างยั่งยืนได้โดยง่าย ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมกับบทบาทในการร่วมผลักดัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สถานการณ์ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นปัญหาที่มนุษยชาติต้องเผชิญมาหลายทศวรรษ แต่ปัจจุบันวิกฤติได้ทวีความรุนแรงจนถูกเรียกว่า “ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและผลกระทบที่รุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และชีวิตของมนุษย์เอง ภาวะโลกเดือดไม่ใช่เพียงปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตระดับโลกที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่จำเป็นต้องตระหนักและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อหยุดยั้งและชะลอความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อโลกและคนรุ่นหลัง  หนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกเดือดในปัจุจบัน คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศก็มีหลายชนิดด้วยกัน ทั้งจากกิจกรรมของมนุษย์และที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์  กลุ่มก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน กลุ่มก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ […]

ทำนาข้าว..เกี่ยวข้องอย่างไร ? กับภาวะโลกร้อน ภาคเกษตรไทยต้องปรับตัวทิศทางไหนถึงลดก๊าซมีเทน

อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่คุณรู้หรือไม่ ? เบื้องหลังความสำเร็จด้านเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมนี้ กลับแฝงด้วยความท้าทายที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในเวทีโลก นั่นคือ การปล่อยก๊าซมีเทน (Methane: CH₄) จากนาข้าว โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลอย่างน่าสนใจว่า การทำนาข้าว ปลูกข้าวแบบดั้งเดิม “โดยเฉพาะนาน้ำขัง” ปล่อยน้ำท่วมขังตลอดช่วงการเจริญเติบโตของต้นข้าว เมื่อดินมีสภาพขาดออกซิเจน จุลินทรีย์บางชนิดจะผลิตก๊าซมีเทน (CH4) ออกมา ที่เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า จากข้อมูลงานวิจัยระบุว่า การปลูกข้าวนั้นมีการปล่อยก๊าซมีเทนถึง 12% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจว่าทำไมการทำภาคเกษตรกรรมถึงเกิดปัญหานี้ขึ้นที่ส่งผลต่อโลกร้อนโดยตรง ในบทความนี้จะพาคุณไปไขข้อสงสัย พร้อมหาคำตอบไปพร้อมกัน  ทำความรู้จักกับก๊าซเรือนกระจก หรือ greenhouse gas ที่สำคัญในชั้นบรรยากาศโลก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  ก๊าซมีเทน (CH4)  ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)  ก๊าซฟลูออโรคาร์บอน (PFCs)  กลุ่มก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) อ่านต่อ : ก๊าซเรือนกระจกคืออะไร ? ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) ไขข้อสงสัยทำไม “นาข้าว” ถึงปล่อยก๊าซมีเทน ? การทำนาข้าวแบบดั้งเดิมในไทย ซึ่งนิยมใช้วิธี นาน้ำท่วมขัง (flooded rice paddies) เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน (anaerobic) เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน เช่น ฟางข้าว หรือปุ๋ยคอก แล้วปล่อยก๊าซมีเทนออกมา โดยเฉพาะในช่วงหลังการไถกลบตอซังและการเติมน้ำเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จุลินทรีย์ที่เรียกว่า Methanogens จะทำหน้าที่ย่อยสลายคาร์บอนในสภาพไร้อากาศ กลายเป็นก๊าซมีเทนลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจากข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ในปี 2566 การทำนาข้าวคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั้งหมดจากภาคเกษตรของไทย ซึ่งเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์หลายล้านตัน  เหตุผลที่ต้องมีการจัดการก๊าซมีเทนในภาคเกษตรไทย ภาคเกษตรของไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) สูง คิดเป็น 16% ของปริมาณการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ ซึ่ง 51% มาจากการปลูกข้าว และการทำนาแบบดั้งเดิมที่มีน้ำขังทำให้เกิดก๊าซมีเทนสูงถึง 80% จึงต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยด่วน  ไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ตามพันธกรณีในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งรวมถึงการลดการปล่อยมีเทนในภาคเกษตร ความต้องการของตลาดโลกเปลี่ยนไป หลายประเทศคู่ค้าเริ่มให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและมีการปล่อยก๊าซต่ำ […]

ทำธุรกิจออนไลน์ ต้องใช้เอกสารบัญชีอะไรบ้าง ? ในการส่งข้อมูลรายได้ให้สรรพากร อัพเดต 2026

ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถเปิดร้านออนไลน์ได้ ไม่ว่าจะขายผ่าน Facebook, LINE, Instagram, TikTok หรือ Shopee–Lazada หลายคนอาจมองว่าการขายของออนไลน์นั้นง่าย รายได้ดี ไม่ต้องเปิดหน้าร้าน แต่สิ่งที่ต้องรู้ ต้องทำเลยก็คือ “เรื่องของเอกสารบัญชี” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย และยังช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลังโดยกรมสรรพากรอีกด้วย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ยุคใหม่ต้องห้ามพลาด บทความนี้ ! เอกสารบัญชีของร้านค้าออนไลน์อะไรบ้าง ? ที่ต้องนำส่งข้อมูลแก่สรรพากร เลขทะเบียนนิติบุคคล หรือ เลขประจำตัวประชาชน ของผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการ รายได้จากการคำนวณค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมการชำระเงินทั้งหมด ซึ่งจะแสดงรายได้รวมในแต่ละแพลตฟอร์มที่มีการขายของแต่ละร้าน รายได้อื่น ๆ ที่รับจากผู้ประกอบการ รวมทุกบัญชี บนแพลตฟอร์ม เลขที่บัญชี ชื่อธนาคาร และบัญชีธนาคาร ของผู้ประกอบการ ที่ใช้รับเงินจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ชื่อผู้ประกอบการ(ชื่อร้านค้า) หรือชื่อนิติบุคคล ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเมื่อ 1 มกราคม 2567 ได้มีการประกาศกฏหมายบังคับใช้สำหรับร้านค้าออนไลน์ ที่ต้องนำส่งข้อมูลรายได้ในแต่ละรอบบัญชีจนถึงสิ้นรอบบัญชีของแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์ นำส่งแก่กรมสรรพากร ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี เอกสารที่จำเป็นต้องรู้ ! ผู้ประกอบการไม่รู้ไม่ได้  1.ใบกำกับภาษี / ใบเสร็จรับเงิน สำหรับลูกค้าทั่วไป หากมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว ต้องออก “ใบกำกับภาษีเต็มรูป” ทุกครั้ง หากยังไม่ถึงเกณฑ์ VAT (1.8 ล้านบาทต่อปี) สามารถออก “ใบเสร็จรับเงิน” หรือ “ใบส่งของ” เพื่อเป็นหลักฐานการขายได้ ทุกครั้งที่ออกเอกสารต้องมีชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และรายการสินค้าให้ครบถ้วน ถูกต้องเสมอ 2. ใบสั่งซื้อ / ใบสั่งขาย / ใบเสนอราคา ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ว่าธุรกิจมีกระบวนการขายสินค้าได้ชัดเจน เป็นมืออาชีพ หากขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, ควรเก็บหลักฐานคำสั่งซื้อและใบเสร็จจากระบบมาแนบไว้ด้วย 3. บันทึกรายรับ – รายจ่ายประจำวัน สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือบุคคลธรรมดา ให้จดบันทึกเองได้โดยใช้การบันทึกตามรูปแบบที่ถนัด สำหรับนิติบุคคล ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี และทำบัญชีตามมาตรฐานบัญชีของสภาวิชาชีพบัญชี ปัจจุบันมีแอปหรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยบันทึกข้อมูลได้สะดวก สามารถค้นหาข้อมูลผู้ให้บริการเพื่อเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับธุรกิจ 4. หลักฐานการโอนเงิน / ใบเสร็จจากธนาคาร / Statement […]

รวม ‘ถาม-ตอบ ข้อสงสัย’ Non B Visa คืออะไร ? ตอบคำถามที่พบบ่อยมากที่สุด

ไขข้อสงสัย Non B Visa คืออะไร ? Non-Immigrant Visa “B” หรือโดยส่วนใหญ่จะเข้าใจและเรียกกันว่า  Non-B Visa คือ วีซ่าสำหรับต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามาทำงานหรือทำธุรกิจในประเทศไทย โดยออกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น  ทำงานในบริษัท หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจส่วนตัว หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางธุรกิจ ร่วมประชุม สัมมนา หรือติดต่อการค้า ทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญ, ครู, ที่ปรึกษา ฯลฯ ต้องรู้ข้อมูลสำคัญ  Non-B Visa ไม่เท่ากับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต้องทำการยื่นขอแยกต่างหาก หากต้องการทำงานอย่างถูกกฎหมายในไทย ต้องมีทั้ง วีซ่า Non-B และ Work Permit โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เพื่อลดเวลาในการดำเนินการให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีความถูกต้องครบถ้วน เพียงคุณปรึกษา FDI ปรึกษา FDI  ผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าและขอใบอนุญาตทำงานอื่น ๆ  รวมคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Non B Visa 1. Non-B Visa คืออะไร? ตอบ Non-Immigrant B Visa หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “วีซ่า Non-B” เป็นวีซ่าประเภทที่ออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงาน ประกอบธุรกิจ หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมักเป็นขั้นตอนแรกก่อนยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) 2. ใครบ้างที่สามารถขอวีซ่า Non-B ได้? ตอบ ผู้ที่สามารถขอวีซ่า Non-B ได้ ได้แก่: ชาวต่างชาติที่ได้รับการว่าจ้างโดยบริษัทในไทย นักลงทุนที่มีการลงทุนในบริษัทไทย ผู้เข้าร่วมสัมมนา/การประชุมทางธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับเชิญจากหน่วยงานหรือองค์กรในไทย 3. Non-B Visa ใช้สำหรับเข้ามาท่องเที่ยวได้หรือไม่? ตอบ ไม่ได้ แต่ละวีซ่าจะมีวัตถุประสงค์ เงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป ในส่วน Non-B มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางธุรกิจหรือทำงานเท่านั้น หากต้องการเข้ามาเพื่อท่องเที่ยว ควรใช้ Tourist Visa หรือ Visa on Arrival แทน 4. […]

พลิกวิกฤตงานก่อสร้าง สู่โอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืนต้องทำอย่างไร? FDI มีคำตอบ !

ฝ่าวิกฤตงานก่อสร้าง สู่ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องทำอย่างไร ? ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกต้องเผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากโรคระบาด วิกฤตราคาน้ำมัน ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขาดแคลนในบางช่วงเวลา และทำให้ผู้ประกอบการในวงการนี้ ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการบริหารจัดการ แต่ภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตดังกล่าว กลับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เปิดโอกาสใหม่ ในการพัฒนาแนวทางธุรกิจที่ยั่งยืนได้ แต่จะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบันติดตามกันได้ในบทความนี้  ซึ่งจะพาไปถอดรหัสหัวข้อ “ ฝ่าวิกฤตงานก่อสร้าง สู่ธุรกิจที่ยั่งยืน ” โดย คุณนันทพัชร ณ สงขลา (Business Development Manager & Assistant to President) จาก FDI Group ที่ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ ในงาน The Future of Sustainable Construction , ESG & Net Zero material โดยได้รับเกียรติรับเชิญจากทาง ที.เอ.เอส คอร์ปอเรชั่น ให้ร่วมเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Auditorium  อุทยานวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย FDI Group ขอร่วมแสดงความยินดีในโอกาสอันสำคัญนี้กับ ที.เอ.เอส คอร์ปอเรชั่น จากการดำเนินงาน มุ่งพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า ที.เอ.เอส. เป็นผู้ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่ง FDI ได้รับความไว้วางใจในการให้คำปรึกษาด้านการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ยิ่งเป็นภาพตอกย้ำให้เห็นชัดเป็นที่ประจักษ์ ถึงความมุ่งมั่นและเจตนารมย์ที่ดีของ ที.เอ.เอส. ในการขับเคลื่อนสังคมสีเขียว ที่สำคัญคือความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ดีที่สุดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อคุณค่าในมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมสังคมไทยและสังคมโลกโดยแท้จริง  ภายในงานได้มีการจัดแสดง HERCULES  ที่สุดของนวัตกรรมอัจฉริยะ เครื่องผลิตฉนวนกันความร้อน ที่ควบคุมการผลิตด้วยโปรแกรมอัตโนมัติ และระบบเซ็นเซอร์ที่ทันสมัย รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อย่าง TECO ECO PLUS PU FOAM ที่ได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง ถอดรหัส “ ฝ่าวิกฤตงานก่อสร้าง สู่ธุรกิจที่ยั่งยืน ”  โดยผู้เชี่ยวชาญจาก FDI […]

เทคนิควิเคราะห์งบการเงิน ประเมินข้อมูลอย่างไร ก่อนตัดสินใจลงทุน

เทคนิคการอ่านงบการเงินแบบง่าย เพื่อประเมินศักยภาพของกิจการประกอบการตัดสินใจลงทุน การดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เพื่อพิจารณาว่าผลลัพธ์กิจการนั้นจะเติบโตขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด การติดตามผลประกอบการโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน  ซึ่งถ้าหากคุณกำลังจะเป็นนักลงทุนหรือต้องการอ่านงบการเงินให้เป็น จำเป็นที่จะต้องรู้และทำความเข้าใจงบการเงิน ใน 4 ส่วนหลัก ดังนี้ 1.งบแสดงฐานะทางการเงินหรืองบดุล  เป็นรายงานที่แสดงถึงความมั่งคั่งและความมั่นคงของกิจการ รวมถึงสถานะทางการเงินว่ามีความร่ำรวยหรือขาดทุนเพียงใด โดยจะแสดงรายละเอียดของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางการเงินของบริษัทอย่างชัดเจน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้: สภาพคล่องของกิจการ : กิจการควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน เพื่อแสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้นได้อย่างคล่องตัว คุณภาพของสินทรัพย์ : สินทรัพย์ควรเป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ความมั่นคงของกิจการ : พิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) โดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจที่มั่นคงควรมี D/E Ratio ไม่เกิน 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ในบางอุตสาหกรรม เช่น ธนาคารพาณิชย์และประกันภัย ซึ่งระดมทุนจากหนี้สิน เช่น เงินฝาก และปล่อยกู้ในฝั่งสินทรัพย์ ทำให้มี D/E Ratio สูงถึง 5 – 10 เท่า กำไรขาดทุนสะสมยังไม่ได้จัดสรร: คือ กำไรสะสมและกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่ยังไม่ได้จัดสรร หากมียอดดุลเป็นผลขาดทุนสะสม จะแสดงในงบการเงินด้วยเครื่องหมายวงเล็บและระบุเป็น “ขาดทุนสะสม” 2.งบกำไรขาดทุน เป็นรายงานที่แสดงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยให้ภาพรวมว่าบริษัทมีรายได้ รายจ่าย ต้นทุน และผลกำไรเป็นอย่างไร ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงแนวโน้มของผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อการวิเคราะห์ที่แม่นยำ นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้ รายได้: ธุรกิจที่ดีควรมีรายได้เติบโตจากธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถติดตามได้จากรายงานงบการเงินในทุกไตรมาส โดยรายได้จากการขายและบริการควรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ รายได้พิเศษ: เป็นรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติ เช่น กำไรจากการขายทรัพย์สิน หากในไตรมาสใดมีรายได้ประเภทนี้จะทำให้ผลประกอบการดูเติบโตขึ้นชั่วคราว อย่างไรก็ตาม รายได้พิเศษมักไม่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและไม่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว จึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวัง 3.งบกระแสเงินสด เป็นรายงานที่แสดงถึงสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเงินสดจริง ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่ใช้เกณฑ์คงค้างในการบันทึก จึงไม่สะท้อนการรับจ่ายเงินสดที่เกิดขึ้นจริง งบกระแสเงินสดจึงมีความสำคัญต่อการประเมินความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้: กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน : แสดงถึงการไหลเข้าและไหลออกของเงินสดจากการดำเนินธุรกิจหลัก โดยตัวเลขควรเป็น “บวก” ซึ่งหมายความว่ากิจการสามารถสร้างและเก็บเงินสดได้จากการดำเนินธุรกิจ หากเป็น “ลบ” แสดงว่าธุรกิจไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้เพียงพอ […]

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกที่คุณต้องรู้

“ISO 14064-1” หลักการและข้อกำหนดระดับองค์กร สำหรับวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อยและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ความหมายของ ISO 14064-1 ที่คุณต้องรู้ !  มีชื่อเต็มว่า ISO 14064-1 Greenhouse gases – Part 1: Specification with guidance at the organization level for quantification and reporting of greenhouse gas emissions and removals หรือ ข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 คือ หนึ่งในชุดมาตรฐานภายใต้มาตรฐาน ISO 14064 ที่จัดทำโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO – International Organization for Standardization) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการวัด คำนวณ และรายงานข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระดับ “องค์กร” ซึ่งครอบคลุมถึงทั้งการปล่อย (emissions) และการดูดกลับ (removals) ของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร  โดยฉบับล่าสุดคือ ISO 14064-1:2018 ซึ่งได้ปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของระบบบริหารจัดการความยั่งยืน การตรวจสอบข้อมูล และการเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ  มาตรฐาน ISO 14064 คืออะไร ? มาตรฐาน ISO 14064 เป็นชุดมาตรฐานสากลที่กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับการวัด การจัดการ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ขององค์กร มาตรฐานนี้พัฒนาโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO)  ที่มุ่งหวังช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใน 3 เรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น การวัดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส การจัดการ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การรายงาน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะ หรือผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงคู่ค้า ลูกค้าอื่น ๆ อีกด้วย  มาตรฐาน ISO 14064 ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักอ่านต่อ คลิก!  ISO 14064-1 สามารถดำเนินการควบคู่กับคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร […]

7 แนวทางบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในมิติของความยั่งยืน

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงงานด้านการจัดการคนให้ทำงานได้ตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” (Competitive Advantage) และ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Growth) ให้แก่องค์กรอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่แรงงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความคาดหวังของพนักงานสูงขึ้น และสังคมเริ่มให้ความสำคัญกับ ESG (Environment, Social, Governance) มากขึ้น บทความนี้จะนำเสนอ 7 แนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่ช่วยส่งเสริมทั้งประสิทธิภาพองค์กร ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว 7 แนวทาง การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในมิติของความยั่งยืน 1.พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Values-Driven Culture) องค์กรที่มีวัฒนธรรมชัดเจนและสอดคล้องกับค่านิยมร่วม จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และลดอัตราการลาออกอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่าย HR ควรส่งเสริมให้ “คุณค่าหลักขององค์กร” ฝังแน่นอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่การสื่อสารภายใน การตัดสินใจเชิงนโยบาย ไปจนถึงการบริหารผลงาน เช่น ความซื่อสัตย์ ความเท่าเทียม ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น การปลูกฝังวัฒนธรรมที่ดีไม่เพียงส่งผลต่อความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งมีผลต่อความได้เปรียบระยะยาว 2. ลงทุนในพัฒนาทักษะระยะยาว (Upskilling & Reskilling) หนึ่งในแนวโน้มสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืนคือการให้ความสำคัญกับ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว HR ควรวางแผนการพัฒนาทักษะให้แก่พนักงาน ไม่ใช่เฉพาะในสายงานเดิม แต่รวมถึงทักษะใหม่ ๆ เช่น ดิจิทัล, การวิเคราะห์ข้อมูล, ความสามารถในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม หรือความเข้าใจ ESG เพื่อให้พนักงานพร้อมปรับตัว และมีโอกาสเติบโตควบคู่กับองค์กร 3. สร้างระบบสรรหาและรักษาคนเก่งอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส การมีคนเก่ง (Talent) อยู่ในองค์กร คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สร้างข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง HR ควรพัฒนาระบบการสรรหาโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลควบคู่กับหลักการความเท่าเทียม เช่น ใช้ AI คัดกรองใบสมัครเบื้องต้น เพื่อช่วยลดความลำเอียงส่วนบุคคล และเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครที่มีความสามารถแต่หลากหลายภูมิหลัง ในขณะเดียวกัน องค์กรควรมีแผนพัฒนาและรักษาพนักงานเก่งอย่างต่อเนื่อง เช่น Career Path ที่ชัดเจน, ระบบผลตอบแทนที่ยุติธรรม และสิ่งแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความก้าวหน้า 4. สนับสนุนความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม (DEI) ความหลากหลาย (Diversity), ความเท่าเทียม (Equity) และการมีส่วนร่วม (Inclusion) คือ แนวทางสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืน […]

ก่อนซื้ออสังหา ฯ ต้องรู้ EIA Approved เช็คให้มั่นใจก่อนตัดสินใจ !

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการจ้างงานในหลายภาคส่วน ที่เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน กระตุ้นให้เกิดการบริโภค และส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนภาคการเงินและสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายเมืองให้เติบโตอย่างมีระบบ หากมีการวางแผนที่ดี จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนในอีกหลากหลายมิติในพื้นที่นั้น ๆ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว และการทำ EIA จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ก่อนจะซื้อบ้าน คอนโดหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการสนับสนุนโครงการที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในการพิจารณาร่วมด้วยเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทำความรู้จักบริษัท EIA สิ่งที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้องทำก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ  EIA คืออะไร สำคัญแค่ไหน ทำไมต้องทำ ? EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment  หรือ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ กระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ในมิติเชิงบวกและลบ ก่อนที่จะมีการดำเนินพัฒนาโครงการ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบได้อย่างเหมาะสม รวมถึงใช้ในการประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการ หรือถ้าโครงการมีผลกระทบกับสุขภาพประชาชนก็จะมีการจัดทำรายงานเพิ่มเติมในชื่อว่า EHIA (Environmental Health Impact Assessment) ซึ่งต้องมีทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ปรึกษาร่วมกันกับชุมชน และออกแบบมาตรการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะเสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเข้ากระบวนการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมาย โดยล่าสุดมีระบุไว้ทั้งสิ้น 35 ประเภทโครงการ เช่น เหมืองแร่,เขื่อน,ท่าเรือ,โรงไฟฟ้า ไปจนถึงคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ความสำคัญและข้อดีของ EIA แน่นอนว่าทุกการพัฒนาโครงการก่อสร้างย่อมมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่คำถามคือ โครงการมีการศึกษา และวางแผนรับมือการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู หรือมีแนวทางในการจัดการอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต่างต้องตั้งคำถามในการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม โดยข้อดีของการทำ EIA  คือ ช่วยหาทางป้องกันผลกระทบในทางลบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในโครงการนั้นให้เกิดน้อยที่สุด  โดยการทำ EIA นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าหากได้รับการวางแผนป้องกันปัญหาต่าง ๆ  ตั้งแต่ขั้นตอนศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังดำเนินโครงการไปแล้ว ซึ่งโดยในรายงาน EIA จะมีการกำหนดมาตรการป้องกัน และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประกอบเป็นหัวข้อหลักที่สำคัญของรายงานให้ได้พิจารณาด้วยเช่นกัน EIA จะทำการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหารายละเอียดด้านใดบ้าง Thinkofliving ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า การจัดทำ EIA ประกอบด้วย การศึกษาครอบคลุมระบบสิ่งแวดล้อม 4 ด้าน คือ  ทรัพยากรกายภาพ (Physical Environment) จะเป็นการศึกษาถึงผลกระทบ เช่น คุณภาพดิน […]

ภาษีนิติบุคคล ขั้นตอนการยื่นภาษีนิติบุคคล และข้อมูลเรื่องภาษีที่คุณต้องรู้ !

การยื่นภาษีนิติบุคคลคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้างที่คนทำธุรกิจต้องรู้  สำหรับภาษีนิติบุคคลหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทหรือองค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ได้แก่ กลุ่มบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มูลนิธิ หรือสมาคมที่ประกอบกิจการและมีรายได้ ซึ่งภาษีนิติบุคคลจะมีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากกำไรสุทธิของกิจการ โดยจะคำนวณจากรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ โดยอัตราภาษีปกติอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ และมีรายจ่ายบางส่วนที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้เช่นกัน ทั้งนี้ภาษีนิติบุคคลจะมีระยะเวลาการยื่นประกอบด้วยการยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายในเดือนสิงหาคม และการยื่นแบบประจำปี (ภ.ง.ด.50) ภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี  นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบางองค์กรหรือกลุ่มบริษัทที่ได้จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลนัั้น จะมีเกณฑ์ในการเสียภาษี ซึ่งการยื่นภาษีนิติบุคคลนี้จะช่วยให้บริษัทดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฏหมาย บริษัทที่ยื่นภาษีถูกต้อง มีความโปร่งใส จะได้รับความไว้วางใจว่าปฏิบัติถูกต้อง ครบถ้วนตามที่กฏหมายกำหนด จากลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินอีกด้วย โดยนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ ได้แก่  1.นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฏหมายไทย เช่น บริษัทจำกัด , บริษัทมหาชนจำกัด , ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน  2.นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฏหมายต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย กลุ่มที่ทำธุรกิจในไทยและต่างประเทศ กลุ่มที่ทำขนส่งเกี่ยวข้องกับไทย กลุ่มที่ได้รับรายได้จากไทยโดยไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รวมถึงกลุ่มที่จำหน่ายหรือโอนกำไรออกนอกประเทศ หและรับรายได้จากไทย เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ ดอกเบี้ย เงินปันผล  3.กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือ  การที่สองฝ่ายหรือมากกว่า ร่วมมือกันดำเนินธุรกิจหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง โดยไม่ต้องควบรวมกิจการ แต่ยังคงสถานะเป็นบริษัทแยกกัน เพื่อดำเนินการแสวงหากำไร ดำเนินการร่วมกัน คือ บริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รวมถึงนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล 4.กิจการที่ดำเนินการในทางค้าหรือหากำไร โดยรัฐบาลในต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่น ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นๆ  5.นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร 6.มูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่แสวงหากำไร แล้วประกอบกิจการแล้วจนมีรายได้ ประกอบด้วย มูลนิธิที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรสาธารณกุศล) และสมาคมที่มีรายได้ (ยกเว้นองค์กรสาธารณกุศล)  นิติบุคคลประเภทใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นภาษี ? สำหรับนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นภาษี แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ นิติบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีโดยสถานะ เช่น หน่วยงานราชการไทย (กระทรวง ทบวง กรม) องค์การของรัฐบาล สหกรณ์ รวมถึง นิติบุคคลอื่นๆ […]

1 9 10 11 12 13 32