FDI

เปิดพิกัด 6 เทรนด์ธุรกิจ ดาวรุ่งมาแรงปี 2569

นับถอยหลังสู่ปี 2569 ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดปีนี้แล้ว มาดูกันว่ากลุ่มธุรกิจไหนบ้างที่น่าจับตาในการเติบโต เป็นอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และกระแสสังคมด้านสุขภาพ ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์แบบเฉพาะกลุ่ม มาดูกันว่าใน 6 กลุ่มธุรกิจดาวเด่น ที่คาดว่าจะเติบโตสูง และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยจะมีธุรกิจไหนบ้าง ไปดูกันเลย  1.Health & Wellness  ธุรกิจดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุเติบโตต่อเนื่อง ผู้คนให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้นอย่างจริงจัง จะเห็นได้จากความใส่ใจในการดูแลร่างกายกันมากขึ้น และประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงสุดในปี 2569 โดยเฉพาะบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพเชิงรุก โอกาสทางธุรกิจหลัก ได้แก่ บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home Care Service) เช่น ผู้ดูแลรายวัน พยาบาลเยี่ยมบ้าน กายภาพบำบัดที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Senior Day Care / Nursing Home) เน้นบริการครบวงจร พักฟื้น ฟื้นฟูสุขภาพ และติดตามอาการผ่านระบบดิจิทัล อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้สูงวัย เช่น ไม้เท้าอัจฉริยะ, อุปกรณ์เตือนล้ม, เครื่องมือแพทย์ใช้ในบ้าน, Smart Monitoring กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแบบบูรณาการ เช่น โยคะ สมาธิ โภชนาการเชิงสุขภาพ เวลเนสรีทรีต คลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกโรคอ้วน คลินิกชะลอวัย คลินิกกายภาพเฉพาะทาง การวิเคราะห์สุขภาพด้วย AI ปัจจัยผลักดันตลาด: สังคมสูงวัยแบบเต็มรูปแบบ ความต้องการฟื้นฟูสุขภาพหลังโควิด การเติบโตของเทคโนโลยีเฮลท์เทค (HealthTech)       2.Pet Care & Pet Humanization  เมื่อสัตว์เลี้ยงคือ “สมาชิกครอบครัว” จากความรักสู่ความผูกพันธุ์ระหว่างคนและสัตว์เลี้ยง Pet Humanization ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเจ้าของพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่ดีตามไปด้วย โอกาสธุรกิจที่น่าสนใจ: อาหารสัตว์เลี้ยงแบบ Organic / Functional / Premium โรงแรมสัตว์เลี้ยง, เดย์แคร์, โรงเรียนสุนัข บริการ Grooming & Spa ระดับพรีเมียม คลินิกสัตว์, โรงพยาบาลสัตว์มาตรฐานสูง ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance) สินค้าแฟชั่น […]

ต่างชาติจะทำธุรกิจในไทย ต้องรู้ Foreign Business Act คืออะไร ?

Foreign Business Act คืออะไร? ทำความเข้าใจพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 สำหรับชาวต่างชาติที่สนใจมาลงทุนหรือทำธุรกิจในประเทศไทย กฎหมายสำคัญข้อหนึ่งที่ต้องรู้จักคือ Foreign Business Act (FBA) หรือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กฎหมายฉบับนี้เป็น “ตัวกรอง” ว่าคนต่างด้าวจะทำธุรกิจอะไรได้บ้าง ภายใต้เงื่อนไขแบบไหน และต้องขออนุญาตก่อนหรือไม่ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและผู้ประกอบการไทย Foreign Business Act คืออะไร และมีที่มาอย่างไร Foreign Business Act, B.E. 2542 (1999) เป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย ใช้บังคับตั้งแต่ปี 2542 (1999) เป็นต้นมา โดยออกมาแทนกฎหมายเดิมคือ Alien Business Act พ.ศ. 2515 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและการลงทุนยุคใหม่ พระราชบัญญัตินี้กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความมั่นคงของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค การจ้างงาน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนา โดยสรุป Foreign Business Act เพื่อกำกับให้การเข้ามาทำธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นไปในกรอบนโยบายที่ชัดเจน ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศและสังคมไทยโดยรวม ใครคือ “คนต่างด้าว” ตาม Foreign Business Act Foreign Business Act นิยาม “คนต่างด้าว” ไว้กว้างกว่าความหมายทั่วไป ไม่ได้หมายถึงแค่บุคคลสัญชาติอื่นเท่านั้น แต่รวมถึงนิติบุคคลที่มีโครงสร้างการถือหุ้นหรืออำนาจควบคุมโดยคนต่างชาติด้วย เช่น บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีสัญชาติไทย นิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของบุคคลหรือนิติบุคคลตาม (1) หรือ (2)  นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งเป็นของ (1)(2) หรือ (3) ประเภทธุรกิจใดบ้างที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจ บางประเภทและบางประเภทจะประกอบธุรกิจได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตหรือได้รับหนังสือรับรองแล้วแต่กรณี โดยประเภทธุรกิจจะแบ่งแยกเป็น 3 บัญชี ดังนี้  1.บัญชีหนึ่ง เป็นธุรกิจที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจด้วยเหตุผลพิเศษ  เช่น การทำการประมง การเลี้ยงสัตว์ การสกัดสมุนไพรไทย การค้าที่ดิน การทำนา ทำไรหรือสวน เป็นต้น  2.บัญชีสอง […]

การต่ออายุ work permit ต้องเตรียมตัวและดำเนินการอย่างไร ?

รวมคำถามและคำตอบที่เกี่ยวกับ ใบอนุญาตทำงาน (Work permit)  ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร ?  เอกสารที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ที่ออกโดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน  โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาให้ใบอนุญาตทำงานตามความจำเป็นของงานหรือตามที่ร้องขอในระยะเวลาที่อนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ได้แก่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และสูงสุด 2 ปีต่อครั้ง และต้องใช้คู่กับวีซ่าที่ถูกต้อง เช่น Non-B โดยเอกสารนี้ระบุชัดเจนว่าชาวต่างชาติทำงานตำแหน่งใด ที่ไหน และกับนายจ้างรายใด ห้ามทำงานนอกเหนือจากที่ระบุในใบอนุญาต หากเปลี่ยนนายจ้างหรือหน้าที่ต้องปรับปรุงข้อมูลทันที ซึ่งการทำงานโดยไม่มี Work Permit มีโทษทั้งแรงงานต่างชาติและนายจ้าง การมี Work Permit จะช่วยให้การทำงาน การขอใบอนุญาตอื่น และการตรวจแรงงานเป็นไปอย่างถูกต้อง จึงเป็นเอกสารสำคัญที่ชาวต่างชาติทุกคนต้องมีเมื่อต้องการทำงานในประเทศไทย รวมถาม-ตอบ คำถามสุดฮิตที่พบบ่อย  Question : การต่ออายุ ใบอนุญาตทำงาน (Work permit) ต้องดำเนินการภายในกี่วัน ?  Answer  : ควรจะต้องยื่นเรื่องขอต่ออายุใบอนุญาตหรือ Work Permit ก่อนที่จะหมดอายุ 30 วัน   Question : การยื่นเอกสารสำหรับต่อใบอนุญาตทำงานทำได้ที่ใดบ้าง ?  Answer  : การต่อใบอนุญาตทำงานได้ที่สำนักงานจัดหางานประจำจังหวัดที่อาศัยอยู่ หรือที่กรมการจัดหางานกรุงเทพมหานครและปริมณฑล   Question : ใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเอกสารการตรวจสอบคำขอต่อใบอนุญาตทำงานกี่วัน ? Answer : กรมการจัดหางานใช้เวลาพิจารณาคำขอต่อใบอนุญาตทำงานประมาณ 3-7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนคำขอ ความครบถ้วนถูกต้องของเอกสารร่วมด้วยเช่นกัน   Question :  หาก Work Permit หมดอายุแล้วไม่ได้ยื่นคำขอต่ออายุ แต่ยังคงทำงานอยู่ จะมีความผิดทางกฏหมายหรือไม่? Answer : มีความผิดทางกฏหมายเกิดขึ้น จะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   Question : หากนายจ้างเปลี่ยนชื่อบริษัท, ที่อยู่บริษัท หรือผู้ถือหุ้น ต้องต่ออายุหรือแก้ไข Work Permit ไหม? […]

FDI GROUP ส่งมอบความห่วงใย มอบอาหาร สิ่งของจำเป็น “ช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้”

FDI Group ขอมอบความห่วงใย ส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ด้วยการมอบอาหารแห้ง สิ่งของจำเป็น รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาด ในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัย เราจะร่วมสนับสนุน เคียงข้าง และร่วมผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน สิ่งของต่าง ๆ ที่เรามีความตั้งใจส่งมอบไปยังพื้นที่ประสบภัยนั้น ไม่ได้มีเพียงแต่อาหารและของจำเป็น แต่ยังบรรจุกำลังใจและหัวใจของพวกเราชาว FDI Group เพื่อส่งถึงพี่น้องผู้ประสบภัยทุกคน ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยบัญชาการทหารอากาศ ที่ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันขนของขึ้นรถส่งไปยังพื้นที่ประสบภัยด้วยนะคะ  เรายืนหยัด ยึดมั่น ด้วยการเป็นองค์กรที่สนับสนุนด้านสังคม (Social) สิ่งแวดล้อม (Environmental) และด้านธรรมมาภิบาล (Governance) ในการดำเนินธุรกิจ ที่เราให้ความสำคัญในการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 30 ปี ที่ผ่านมาและตลอดไป ช่องทางติดต่อ  Facebook : FDI Group – Business Consulting Line : @fdigroup Phone : 02-642-6866, 02-642-6869, 02-642-6895 E-mail : infojob@fdi.co.th Website : www.fdi.co.th ข่าวสารอื่นๆ “น้ำท่วมหาดใหญ่” และอุทกภัยรุนแรง เปิดสาเหตุ…ทำไมน้ำท่วมหนัก 25/11/2025 “น้ำท่วมหาดใหญ่” และอุทกภัยรุนแรง  เปิดสาเหตุ…ทำไมน้ำท่วมหนัก… Read More พลังงานสะอาด Clean Energy คืออะไร ทางออกที่น่าสนใจยุคนี้จริงหรือ? 22/10/2025 บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับพลังงานสะอาดในหลากหลายมิติ ที่จะช่วยตอบคำถาม รวมถึงคลายความสงสัยให้คุณได้มากขึ้นว่าทำไมบริษัทใหญ่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ… Read More FDI Group จัดสัมมนาฟรี! กับสุดยอดหัวข้อแห่งปี “เจาะลึกกลยุทธ์ “ CBAM Countdown ” กันตกขบวนสู่โอกาสที่เหนือกว่า “ 23/09/2025 FDI Group ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ… Read More Load More

“น้ำท่วมหาดใหญ่” และอุทกภัยรุนแรง เปิดสาเหตุ…ทำไมน้ำท่วมหนัก

“น้ำท่วมหาดใหญ่” เปิดสาเหตุ…ทำไมน้ำท่วมหนัก    สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ถูกประเมินว่า “หนักที่สุดในรอบ 25 ปี” นับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2543 โดยในหลายพื้นที่ระดับน้ำสูงจนส่งผลกระทบทั้งบ้านเรือน เขตเศรษฐกิจสำคัญ และจุดสัญจรหลักของเมือง สร้างผลกระทบทั้งต่อชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบขนส่งเป็นวงกว้าง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นผลมาจากการผสมผสานของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ภูมิประเทศของพื้นที่ และการบริหารจัดการน้ำที่ยังมีช่องว่าง โดยหน่วยงานรัฐและนักวิชาการต่างออกมารายงานตรงกันว่าฝนที่ตกหนักในปีนี้อยู่ในระดับ “ผิดปกติสูงมาก” จนเกินความสามารถของระบบรองรับน้ำและโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน เปิดภาพรวมของเหตุการณ์“ฝนถล่มแบบฉับพลัน” (rain bomb)” ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วันในพื้นที่หาดใหญ่สูงกว่า 595–600 มิลลิเมตร ถือว่ามากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ความรุนแรงของฝนที่ตกในคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน โดยเฉพาะในบริเวณเขาคอหงส์ – นาหม่อม ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “ฝนถล่มแบบฉับพลัน” (rain bomb) น้ำจำนวนมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว พื้นที่สำคัญ เช่น ย่านตลาดกิมหยง ถนนนิพัทธ์อุทิศ ถนนเสน่หานุสรณ์ และเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ถูกน้ำท่วมสูงอย่างรวดเร็ว ถนนหลายสายถูกตัดขาด การสัญจรหยุดชะงัก และร้านค้าต้องปิดให้บริการชั่วคราว ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องอพยพไปยังพื้นที่สูงกว่า เนื่องจากระดับน้ำบางจุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในครั้งนี้ 1. ฝนตกหนักผิดปกติ จากภาวะลานีญา ข้อมูลของนักอุตุนิยมวิทยาและกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปี 2568 อยู่ในวัฏจักร ลานีญา (La Niña) ทำให้สภาพอากาศในหลายพื้นที่ของไทยมีความชื้นสูงและมีโอกาสเกิดฝนมากกว่าปกติ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและร่องมรสุมที่มีกำลังแรงกว่าปีทั่วไป และมีฝนหนักชนิด “rain bomb” (ฝนตกหนักในช่วงสั้น ๆ และปริมาณมาก) โดยเฉพาะในคืนวันที่ 21 พ.ย. 2568 รอบ เขาคอหงส์ อำเภอนาหม่อม ก่อนจะไหลเข้าเมืองหาดใหญ่ 2.ภาวะโลกร้อน  ที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญ  แม้ปัจจัยหลักของน้ำท่วมหาดใหญ่จะยังคงเป็นเรื่องฝนตกหนัก ภูมิประเทศลุ่มต่ำ และระบบระบายน้ำ แต่ ภาวะโลกร้อน (Climate Change) ทำให้เหตุการณ์ฝน extreme และน้ำท่วมฉับพลันเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลโดยตรงที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ในกรณีหาดใหญ่ ฝน 595–600 มม. ใน 3 วันถือว่าเป็น “ระดับฝนสุดขั้ว” (extreme rainfall) ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ IPCC ที่พบว่าฝนลักษณะนี้จะเพิ่มขึ้น 20–30% ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภาวะโลกร้อนด้วยเช่นกัน […]

Carbon Neutral Event จัดงานแบบไหนถึงเป็น Event ติดกรีน !

Carbon Neutral Event  จัดงานยุคใหม่ ทำไม ? ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม  อย่างที่เราทราบกันดีว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก (GHG)  ที่เป็นสาเหตุสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกิดผลกระทบ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความสำคัญ มีเป้าหมายร่วมกันในเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emission) ภายในปี พ.ศ. 2608  ทำความรู้จักกับ Carbon Neutral Event  Carbon Neutral Event  คือ การจัดอีเว้นต์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา ประชุม หรือกิจกรรมใดๆ โดยที่มีการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินการโดยวางแผนทุกขั้นตอน ใช้ทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด บริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมทั้งหมดของงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน การเดินทางของผู้เข้าร่วม วัสดุอุปกรณ์ อาหาร หรือของเสียที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของกระบวนการจัดงาน โดมีการเก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงานทั้งหมดจากนั้นจะชดเชยส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่ได้รับการรับรอง เพื่อทำให้งานนั้นเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งนี้เป้าหมายของ Carbon Neutral Event ไม่ใช่เพียงการจัดงานที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทาง ESG และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อีกด้วย ความแตกต่างระหว่างงานทั่วไป และ  Carbon Neutral Event “Carbon Neutral Event” คือแนวทางการจัดงานรูปแบบใหม่ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยแตกต่างจาก “งานอีเวนท์ทั่วไป” อย่างมีนัยสำคัญ งานทั่วไปมักมุ่งเน้นที่ความสวยงาม ความสะดวก และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง วัสดุอุปกรณ์ หรือของเสียที่เกิดจากงาน แต่สำหรับ Carbon Neutral Event ผู้จัดจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน โดย วัด (Measure) ปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงาน จากนั้นจึงวางแผน ลด (Reduce) การปล่อยในทุกมิติ เช่น ใช้พลังงานสะอาด ลดขยะและพลาสติกใช้ครั้งเดียว และสุดท้ายคือ ชดเชย (Offset) ส่วนที่เหลือด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนที่ได้รับการรับรอง การจัดงานลักษณะนี้จึงไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรในด้านความยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์เชิงบวก และเป็นก้าวสำคัญของวงการอีเวนต์สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง Low Carbon Event มีวัตถุประสงค์เหมือน Carbon Neutral Event หรือไม่ […]

เพิ่มมูลค่าธุรกิจให้เติบโตไปกับ FDI ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

FDI ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาภายในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยและเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทที่อยู่ในตลาด  ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุม 3 แผนสำคัญ ได้แก่ Business Growth Plan, Governance Plan และ Climate Action Plan โครงการ  JUMP+ คืออะไร ?   โครงการ JUMP+ คือโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียน มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ และการดำเนินการเพื่อเพิ่มมูลค่าของกิจการ รวมถึงการสื่อสารความคืบหน้ากับผู้ลงทุน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้าง Corporate Value ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ ผ่านการเปิดเผยแผนการเติบโตของบริษัท มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้มูลค่าหุ้นสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนในระยะยาว ปัจจุบันโครงการ JUMP+ และมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในปี 2571 โครงการ JUMP+ มุ่งดำเนินการตาม 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ แผนการเติบโตของธุรกิจ (Business Growth Plan) – การเสริมสร้างการเติบโตและเพิ่มศักยภาพ และมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธรรมาภิบาล (Governance Plan) – แผนยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล การกำกับดูแลขององค์กร เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Climate Action Plan) ส่งเสริมการดำเนินงานด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม รองรับแนวโน้มความยั่งยืนและ ESG เกี่ยวกับโครงการ Jump +  โครงการ  JUMP+ เป็นหนึ่งใน Flagship Projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ต้องการมุ่งส่งเสริมเพิ่มมูลค่า สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียน รวมถึงตลาดทุนไทย โดยการสนับสนุนจากกลุ่มตลาดหลักทรัพย์และเครือข่ายพันธมิตร ในการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ การขยายโอกาสทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 (ขยายเวลาการรับสมัครจากเดิม 30 ธันวาคม 2568 ) [อ่านคู่มือการใช้งานสมัครเข้าร่วมโครงการ การใช้งาน SETLink]  บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนอะไรบ้าง ?  1.การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เงินทุนสนับสนุนเพื่อจัดทำแผนงาน JUMP+ และการดำเนินการตามแผนงาน โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง สูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ เงินรางวัลสำหรับบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของบริษัทได้ตามเงื่อนไขกำหนด สูงสุด 500,000 […]

“ESG ปัจจัยและเครื่องมือสำคัญ” ที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน

ESG (Environment, Social, Governance)   ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนมองหาในยุคตลาดทุนยั่งยืน ภูมิทัศน์การลงทุนในศตวรรษที่ 21 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนสถาบันและรายบุคคลในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบที่บริษัทมีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี การเติบโตของกองทุน ESG (Environmental, Social, and Governance) ทั่วโลกสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้อย่างชัดเจน จากข้อมูลของ ESG Today ระบุว่ากองทุนยั่งยืนทั่วโลกมีมูลค่ารวมถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 ขณะที่ในประเทศไทย Bangkok Post รายงานว่าปี 2024 เป็นปีที่มีการเติบโตอย่างมากของกองทุน ESG ในตลาดทุนไทย แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการหลักการ ESG เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเงินทุนและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ทำไมนักลงทุนจึงเลือกจัดสรรเงินทุนไปยังบริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG ที่เข้มแข็งมากกว่าบริษัททั่วไป และปัจจัยใดที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในมิตินี้ ความหมายและความสำคัญของ ESG สำหรับนักลงทุน ESG ประกอบด้วยสามเสาหลักที่สะท้อนถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบขององค์กร ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ซึ่งครอบคลุมการจัดการทรัพยากร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสังคม (Social) ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อพนักงาน ห่วงโซ่อุปทาน สิทธิมนุษยชน และความสัมพันธ์กับชุมชน และด้านการกำกับดูแลกิจการ (Governance) ที่ครอบคลุมโครงสร้างคณะกรรมการ ความโปร่งใส การควบคุมภายใน และจริยธรรมทางธุรกิจ สำหรับนักลงทุน ESG มิใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองทางจริยธรรม แต่เป็นกรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่ครอบคลุมมิติที่งบการเงินดั้งเดิมไม่สามารถสะท้อนได้ บริษัทที่มีการดำเนินงาน ESG ที่แข็งแกร่งมักมีความสามารถในการลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย เช่น การถูกฟ้องร้องเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือแรงงาน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากการประกอบธุรกิจที่ไม่โปร่งใส และความเสี่ยงในการดำเนินงานจากการขาดแคลนทรัพยากรหรือการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบ SET ESG Ratings 2024 เพื่อประเมินและจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนตามหลักการนี้ ขณะที่สถาบันไทยพัฒน์ได้คัดเลือกบริษัท ESG100 ประจำปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนสามารถอ้างอิงข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น พฤติกรรมนักลงทุนกับ ESG การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ESG สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนทั้งในระดับสถาบันและรายบุคคล นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนรวมขนาดใหญ่ ได้นำหลักการ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการลงทุนอย่างเป็นทางการ สาเหตุหลักมาจากการที่สถาบันเหล่านี้มีภาระผูกพันระยะยาวต่อผู้รับผลประโยชน์ จึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือความไม่สมดุลทางสังคม ข้อมูลจาก Morningstar ในรายงาน U.S. Sustainable Funds […]

ความสำคัญ “Green Finance” เมื่อการเงินกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) กลายเป็นประเด็นเร่งด่วน ธุรกิจและภาคการเงินทั่วโลกถูกกดดันให้ประเมิน “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” Environmental Risk และผนวก ESG (Environmental, Social, Governance) เข้าในกลยุทธ์การดำเนินงาน ส่งผลให้การเงินสีเขียว (Green Finance) จึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ สำหรับประเทศไทยในปี 2025 แนวโน้มนี้เริ่มเห็นแรงกระเพื่อมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากนโยบายภาครัฐ ความตื่นตัวของภาคเอกชน และความต้องการของนักลงทุน ESG ที่ต้องการเลือกลงทุนในโครงการที่มีผลกระทบทางบวกต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับธุรกิจที่สนใจหรือกำลังมองหาโอกาส “Green Finance” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นเส้นทางสำคัญในการยกระดับความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว นโยบายภาครัฐ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในด้านโครงสร้าง “Sustainable Finance Initiatives for Thailand” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเงินสีเขียว ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแผน “Sustainable Finance Initiatives for Thailand” ซึ่งมุ่งสนับสนุนให้ระบบการเงินไทยเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดแนวทางให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว (Green Products) นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2025 ไทยได้เปิดตัว Thailand Taxonomy Phase II ซึ่งขยายขอบเขตของกิจกรรมที่ถูกจัดประเภทเป็น “สีเขียว / ยั่งยืน” ให้ครอบคลุมภาคเกษตรอุตสาหกรรม ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการของเสีย ซึ่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ 95% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศอยู่ในกรอบการประเมินตาม Taxonomy ไทย แนวทางเหล่านี้ช่วยตั้ง “กติกา” และ “เกณฑ์” ให้ตลาดการเงินสามารถจัดสรรเงินทุนไปยังโครงการที่สนับสนุนการลดคาร์บอนได้อย่างมีทิศทางและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น   เครื่องมือสำคัญอย่าง Green Bond , Sustainability –  Loan, Carbon Credit Financing ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม  สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน เครื่องมือทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญด้านการระดมและจัดสรรทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม  มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น  Green Bond / Sustainability Bond: ตราสารหนี้ที่ระบุว่าส่วนเงินที่ได้จะนำไปใช้สนับสนุนโครงการสีเขียว เช่น พลังงานหมุนเวียน […]

วีซ่าท่องเที่ยวในประเทศไทย สำหรับชาวต่างชาติ (Tourist Visa) คืออะไร

วีซ่าท่องเที่ยวคืออะไร ? สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa – TR) คือ วีซ่าประเภทชั่วคราวที่ออกให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน หรือพักผ่อน โดย ห้ามประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย โดยผู้ที่ต้องการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว ควรวางแผนล่วงหน้า รวมถึงทำวามเข้าใจกับขั้นตอน เอกสาร ข้อกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น  ประเภทของวีซ่าท่องเที่ยว และระยะเวลาที่อนุญาตให้อยู่ในไทย  Single Entry Tourist Visa (TR-S) เป็นวีซ่าประเภทเข้าประเทศไทยได้ครั้งเดียว อยู่ได้สูงสุด 60 วัน และสามารถยื่นขอต่ออายุได้อีก 30 วัน (รวมเป็น 90 วัน) Multiple Entry Tourist Visa (TR-M) สามารถใช้เข้า–ออกประเทศไทยได้หลายครั้ง ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ละครั้งอยู่ได้สูงสุด 60 วัน คุณสมบัติหลักของวีซ่าท่องเที่ยว  เป็นชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย มีหลักฐานการเงิน เช่น สมุดบัญชี หรือ Bank Statement มีหลักฐานการจองที่พัก/โรงแรม หรือจดหมายเชิญ (ถ้ามี) มีตั๋วเครื่องบินขาออกจากประเทศไทย   ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่สำคัญของวีซ่าท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าประเภทนี้ ต้องเข้าใจในเงื่อนไขของวีซ่าและข้อกำหนดทางด้านกฏหมาย เพื่อให้การเดินทาง การยื่นเอกสารเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด  1.ต้องเข้าใจในวัตถุประสงค์ของวีซ่าประเภทนี้ว่าออกให้เพื่อการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน พักผ่อนเท่านั้น ห้ามประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย 2.ต้องทำตามเงื่อนไขตามที่กฏหมายระบุ เช่น สามารถอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้ไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง กรณีมีอายุวีซ่า 3 เดือน (Single Entries) ต้องมีจำนวนเงินติดตัวอยู่ที่ 20,000 บาท/คน  เอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการพิจารณา โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ข้อมูลไว้ว่า  หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง อายุใช้งานไม่น้อยกว่า 6 เดือน แบบฟอร์มวีซ่าที่กรอกข้อความสมบูรณ์ รูปถ่ายขนาด 2 ½ นิ้ว จำนวน 2 รูป (ถ่ายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน /ไม่สวมหมวก และแว่นตาดำ) หลักฐานที่แสดงว่าจะเดินทางออกจากประเทศไทยหลังจากสิ้นสุดการท่องเที่ยว เช่น บัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ หรือที่จะเดินทางไปยังประเทศที่สาม เอกสารจากบริษัทท่องเที่ยว (กรณีที่เดินทางมากับบริษัททัวร์) ทั้งนี้ อาจขอให้แสดงเอกสารเพิ่มเติมหรือสัมภาษณ์ผู้ขอรับการตรวจลงตราด้วย […]

1 2 3 4 5 6 32